นกกรงหัวจุก

หัวจุก+ดอกแตง

Categories: นกกรงหัวจุก

การดูแลนกกรงหัวจุกในแต่ละวัน

การดูแลนกกรงหัวจุกในแต่ละวัน

ผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกต้องเอาใจใส่ดูแลนกด้วยตนเอง และต้องสังเกตกิริยา อาการ ท่าทางของนกในแต่ละวัน เมื่อนกมีปัญหา ไม่สบายหรือแสดงอาการผิดปกติ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งการดูแลนกกรงหัวจุกในแต่ละวันมีขั้นตอน ดังนี้

อาหาร
ในตอนเช้า เปิดผ้าคลุมกรงนกออก แล้วเปลี่ยนอาหารให้นกกินใหม่ โดยการผ่ากล้วยน้ำว้าสุก, มะละกอสุก, มะเขือเทศสุก, ลูกตำลึงสุก, แตงกว่า, บวบ ออกเป็นครึ่งลูก หรือทำเป็นชิ้นๆ ถ้าเป็นลูกตำลึงสุกก็ให้ทั้งลูกได้เลย การให้อาหารควรจะสลับกันไปวันละ 2 ชนิด เพื่อกันไม่ให้นกเบื่ออาหาร สำหรับอาหารเม็ดก็ใส่ไว้ในถ้วยอาหาร อาจจะไม่ต้องให้ทุกวัน

ให้สังเกตดูขี้นก
ในตอนเช้า เมื่อเปิดกรงนกกรงหัวจุก ให้สังเกตดูขี้นก หากขี้เป็นแบบขี้จิ้งจก คือเป็นเม็ดสีขาวดำ แสดงว่านกเป็นปกติ แต่ถ้าขี้นกเป็นขี้เหลวหรือขี้เป็นน้ำ ก็แสดงว่านกเป็นโรคต้องรีบรักษาทันที

น้ำ
ให้เอาน้ำเก่าทิ้งไป แล้วะเอาน้ำใหม่ใส่ให้เกือบเต็มถ้วย เพราะน้ำเก่าอาจจะสกปรก

นำนกกรงหัวจุกไปตากแดด
ในตอนเช้า ผู้ที่เลี้ยงนกกรงหัวจุกจะต้องรู้วิธีการยกกรงนกไปแขวน โดยมีวิธีการยกคือ มือหนึ่งจะต้องปิ้วที่ตะขอกรงนก เมื่อไปถึงชายคาบ้าน หรือราวที่จะแขวนกรงนก หรือกิ่งไม้ หรือราวที่ฝึกซ้อม และราวที่จะแขวนนกประกวดแข่งขันแล้ว ก็ใช้มือข้างที่ถนัดจับที่มุมกรงมุมใดมุมหนึ่งที่เป็นเสากรง ห้ามจับที่ซี่ลูกกรง เพราะซี่ลูกกรงจะบอบบางไม่แข็งแรงและหักได้ จากนั้นก็ยกกรงนกขึ้นชู โดยดูที่ตะขอแขวนนกว่าตรงกับที่แขวนหรือราวแล้วหรือยัง ถ้าตรงกับที่แขวนและราวแล้ว ก็ให้ปล่อยมือลง ข้อควรระวัง อย่าแขวนนกที่มีอายุน้อยใกล้กับนกที่มีอายุมาก ซึ่งนกที่มีอายุมากจะข่มขู่นกที่มีอายุน้อยกว่า เพราะนกสามารถจะจำเสียงได้ และจะตื่นกลัว
การที่นำนกไปแขวนไว้นี้ เพื่อให้นกได้กระโดดไปมาออกกำลังกายและเพื่อให้นกร้อง จนถึงตอนบ่าย จึงจะเก็บนกไว้ในที่ร่มต่อไป ถ้าเป็นลูกนกและนกหนุ่ม ค่อยๆ เพิ่มเวลาแขวนตากแดดวันละ 1 ชั่วโมง เป็นวันละ 2 ชั่วโมง และตากแดดได้นานขึ้นจนนกเคยชิน เพราะเวลานกกรงหัวจุกเข้าประกวดแข่งขันต้องใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง กว่าจะประกวดเสร็จ เพราะนกต้องตากแดดตลอดเวลาการประกวด

เก็บนกไว้ในที่ร่ม
หลังจากให้นกตากแดดตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนบ่าย ก็ให้เก็บนกและกรงนกไว้ในที่ร่ม ให้ทำความสะอาดกรง และอื่นๆ ดังนี้

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

การประกวดแข่งขันประชันเสียง

การประกวดแข่งขันประชันเสียง

การประกวดแข่งขันนกกรงหัวจุกในประเทศไทย ได้จัดให้มีการประกวดในครั้งแรกที่จังหวัดสงขลา ประมาณปี 2519 ต่อมาก็มีผู้นิยมเลี้ยงนกกรงหัวจุกไปแทบทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งมีการประกวดแข่งขันตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน จนถึงระดับประเทศ และกลายเป็นวิธีชีวิตที่ผูกพันกับคนไทย เหตุที่นกกรงหัวจุกเป็นทีนิยมเลี้ยง ก็เพราะนกกรงหัวจุกมีเสน่ห์ ดังนี้
– มีรูปทรงสวยงาม จุกที่หัวเป็นจุดเด่น มีขนสีแต่งแต้มดูแล้วสวยงามดี เช่น จุดสีแดงที่ใต้ตา สีขาวที่แก้ม สีแดงส้มที่โคนหางด้านใน มีขนหน้าอกสีขาวเป็นปุยเหมือนสำลี
– มีรูปร่างกะทัดรัดสมส่วน เป็นนกขนาดไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป
– มีท่าที ลีลา การกระโดดดูแล้วสวยงาม
– มีน้ำเสียงดี เสียงหวานก้องและกังวาน ได้ฟังแล้วเพลิดเพลินดีเหมือนคนชอบร้องเพลง และฟังเพลง
– สำนวนที่ร้องดี สามารถร้องเป็นเพลง ในแบบของนกได้
– มีเสียงร้อง รก ซึ่งเป็นเสียงร้องขู่ หรือข่มขวัญคู่ต่อสู้ ซึ่งเป็นช่วงที่นกมีความคึกคักที่สุด
นอกจากมีการประชันเสียงแล้ว ผู้ส่งเข้าประกวดนกกรงหัวจุก ก็ยังมีการประชันความสวยงามของกรงนก และผ้าคลุมกรงนกสวยงามมีหลากสีสัน ดูว่าของใครจะสวยกว่า สำหรับการประกวดแข่งขันประชันเสียงของนกกรงหัวจุก มีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ก่อนการประกวดแข่งขัน ต้องมีการดำเนินการ ดังนี้
1.1 การแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อให้การบริหารจัดการประกวดแข่งขันที่กำหนดขึ้น ให้สำเร็จตามความประสงค์และความมุ่งหมาย
1.2 การจัดการประชุมคณะกรรมการทุกฝ่ายเพื่อชี้แจง แบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่ายว่าต้องเตรียมตัวและต้องทำงานอะไรบ้าง สำหรับคณะกรรมการในแต่ละฝ่ายของการประกวดแข่งขัน ควรมีดังต่อไปนี้
1.2.1 คณะกรรมการฝ่ายอำนวยการ มีหน้าที่
1.2.1.1 สนับสนุนการทำงานของทุกฝ่ายและแก้ไขปัญหาในการประกวด
1.2.1.2 รับทราบความก้าวหน้าในการจัดเตรียมงานและผลสำเร็จของการจัดงาน
1.2.1.3 สรุปผลการดำเนินงาน รวมทั้งปัญหา อุปสรรคเพื่อจะได้แก้ไขในการประกวดแข่งขันครั้งต่อไป รวมทั้งชี้แจงให้คณะกรรมการทุกฝ่ายทราบ
1.2.1.4 การเชิญประธานเปิดงานและแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงาน
1.2.2 คณะกรรมการฝ่ายเลขานุการ มีหน้าที่
1.2.2.1 จัดการประชุมคณะกรรมการ ประมาณ 3 ครั้ง คือประชุมชี้แจงแบ่งหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ประชุมก่อนประกวดเรื่องความพร้อม ประชุมหลังประกวดเพื่อทราบผลการดำเนินการ ปัญหาอุปสรรค และการแก้ไขปัญหาในครั้งต่อไป
1.2.2.2 การจัดเตรียมเอกสารและระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งเรื่องที่จะประชุม จัดทำรายงานการประชุม
1.2.2.3 ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อแจ้งให้ฝ่ายอำนวยการทราบ เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาก่อนามีการประกวดแข่งขันได้ทันท่วงที
1.2.3 คณะกรรมการฝ่ายการเงิน มีหน้าที่
1.2.3.1 จัดหาผู้สนับสนุน เช่น การหารางวัล สปอนเซอร์ และอื่นๆ ร่วมกับประธานและคณะกรรมการฝ่ายอื่นๆ
1.2.3.2 การจัดทำบัญชีการเงิน เพื่อชี้แจงให้ผู้เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใส
1.2.3.3 ร่วมกับฝ่ายลงทะเบียนในการเก็บเงินค่าสมัครในการส่งนกกรงหัวจุกเข้าประกวด
1.2.3.4 การจ่ายเงินให้แก่ฝ่ายต่างๆ ที่มีค่าใช้จ่ายในการประกวด
1.2.3.5 หลังจากประกวดต้องชี้แจงเรื่องการเงินให้คณะกรรมการทราบ
1.2.4 คณะกรรมการฝ่ายสถานที่ มีหน้าที่
1.2.4.1 จัดหาสถานที่ประกวดและจัดเตรียมและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ในการประกวดแข่งขัน
1.2.4.2 จัดเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ในการประกวดแข่งขัน
1.2.5 กรรมการฝ่ายพิธีการ มีหน้าที่
1.2.5.1 การเชิยประธานเปิดงาน และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานร่วมกับฝ่ายอำนวยการ
1.2.5.2 การเชิญคณะกรรมการตัดสินการประกวด
1.2.5.3 การเตรียมคำกล่าวรายงานและคำกล่าวเปิดงาน
1.2.5.4 การมอบสิ่งของรางวัล ร่วมกับฝ่ายตัดสินและฝ่ายประชาสัมพันธ์
1.2.5.5 การทำหนังสือตอบขอบคุณประธานเปิดงาน และคณะกรรมการตัดสิน
1.2.5.6 จัดซื้อสิ่งของรางวัล และจัดเตรียมสิ่งของรางวัลเพื่อมอบให้ผู้ชนะการประกวด
1.2.6 คณะกรรมการฝ่ายลงทะเบียนและรับสมัคร มีหน้าที่
1.2.6.1 จัดเตรียมเอกสารการลงทะเบียน และใบรับสมัคร
1.2.6.2 รับเงินค่าสมัครนกกรงหัวจุกที่ส่งเข้าประกวดร่วมกับฝ่ายการเงิน
1.2.6.3 มอบเบอร์กรงนกให้แก่ผู้ส่งนกเข้าประกวดแข่งขัน
1.2.6.4 ถ้าทำเบอร์กรงหัวจุกแบบถาวรก็ให้เก็บเบอร์กรงหลังจากการประกวดเสร็จแล้ว
1.2.7 คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่
1.2.7.1 จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ส่งให้ผู้สื่อข่าวทางด้านวิทยุ หนังสือพิมพ์เพื่อเชิญชวนให้ผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกส่งนกเข้าประกวด และเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าชมการประกวด
1.2.7.2 ส่งข่าวการประกวดแข่งขันนกกรงหัวจุกให้ชมรมต่างๆ ทราบและส่งนกเข้าประกวด
1.2.7.3 เชิญผู้สื่อข่าวมารับฟังการแถลงข่าวก่อนการประกวดและในวันประกวดก็เชิญให้มาทำข่าวการประกวดแข่งขันด้วย
1.2.7.4 ถ่ายภาพกิจกรรมในวันประกวด เพื่อเก็บเป็นผลงาน
1.2.7.5 ในวันประกวดแข่งขัน ต้องมีโฆษณาพูดชี้แจงถึงรายละเอียดต่างๆ ในการประกวด
1.2.7.6 การจัดเตรียมเครื่องเสียง
1.2.7.7 ประกาศผลผู้ชนะการประกวดและประกาศให้ผู้ชนะการประกวดไปติดต่อกับฝ่ายพิธีการที่เต้นท์อำนวยการ เพื่อเตรียมตัวและเข้ารับรางวัล โดยต้องประสานงานกับฝ่ายตัดสินและฝ่ายพิธีการด้วย
1.2.7.8 จัดที่นั่งให้ผู้ชนะการประกวด เพื่อเข้ารับรางวัล
1.2.7.9 การมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวด
1.2.8 คณะกรรมการฝ่ายต้อนรับ มีหน้าที่
1.2.8.1 ต้อนรับประธานเปิดงาน และต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานกับประธานจัดงาน
1.2.8.2 ต้อนรับคณะกรรมการตัดสิน
1.2.8.3 จัดเตรียมเครื่องดื่ม ผ้าเย็นให้ประธานเปิดงาน แขกผู้มีเกียรติและคณะกรรมการ
1.2.8.4 เมื่อเสร็จสิ้นการประกวดแข่งขันแล้ว ก็มีหน้าที่ส่งประธานเปิดงาน แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน และคณะกรรมการตัดสินร่วมกับประธานจัดงาน
1.2.9 คณะกรรมการฝ่ายตัดสินการประกวด มีหน้าที่
1.2.9.1 จัดเตรียมใบบันทึกคะแนนให้คณะกรรมการตัดสิน
1.2.9.2 เชิญคณะกรรมการตัดสินมาชี้แจงรายละเอียดในเรื่อง การตัดสินในครั้งนี้มีกี่รางวัล มีการตัดสินกี่ยกๆ ละกี่นาทีเพื่อกรรมการตัดสินจะได้ตัดสินได้ตรงกับรางวัลที่มีอยู่
1.2.9.3 จัดเจ้าหน้าที่จับเวลาในการประกวดแต่ละยก
1.2.9.4 จัดทำบอร์ดหรือป้ายแสดงผลคะแนนของนกที่ส่งเข้าประกวดแต่ละตัวและรวมผลคะแนนแต่ละยก และผลการตัดสินชนะเลิศ
1.2.9.5 จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานในการรับและส่งใบบันทึกคะแนนกับกรรมการตัดสิน มาให้เจ้าหน้าที่รวมีคะแนนที่ป้ายแนสดงผลคะแนน
1.2.9.6 สรุปผลการตัดสินชนะเลิศให้ฝ่ายพิธีการและฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพื่อประกาศผลผู้ชนะเลิศ และให้ไปรับรางวัลที่เต้นท์อำนวยการ
1.2.10 คณะกรรมการฝ่ายประเมินผล มีหน้าที่
1.2.10.1 จัดทำแบบสอบถาม เพื่อถามผู้ส่งนกเข้าประกวดและผู้สนใจที่มาร่วมงานหรือชมการประกวด ในเรื่องความคิดเห็น การจัดงาน เพื่อนำข้อมูลไปแก้ไขในครั้งต่อไป
1.2.10.2 การประเมินผลโดยการสังเกตผู้ส่งนกเข้าประกวด และผู้มาชมว่าเขาพูดคุยอะไรบ้างในเรื่องการประกวดครั้งนี้ อาจถามด้วยวาจาก็ได้
1.2.10.3 สรุปผลการประเมินให้คณะกรรมการทราบในที่ประชุม

ขั้นตอนที่ 2 การจัดสถานที่ประกวดแข่งขัน มีดังนี้

2.1 การหาสถานที่ประกวด ควรเป็นที่โล่งเตียน พอเพียงกับการตั้งราวเหล็กแขวนกรงนก การตั้งเต้นท์อำนวยการ และอื่นๆ ที่จอดรถของกรรมการของประธานเปิดงาน ของผู้ส่งนกเข้าประกวด และผู้สนใจมาชมงาน โดยต้องจัดหาสถานที่ก่อนการประกวดประมาณ 1 เดือน ยกเว้นว่ามีสถานที่อยู่แล้ว
2.2 การจัดสถานที่จัดการประกวดแข่งขัน ควรไปจัดสถานที่ก่อนจัดงานอย่างน้อย 2 วัน ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องจัดมี ดังนี้
2.2.1 โต๊ะรับแขก
2.2.2 โพเดี่ยมประธานและผู้กล่าวรายงาน
2.2.3 เก้าอี้รับแขกเชิญกรรมการและผู้สื่อข่าว
2.2.4 โต๊ะเก้าอี้รับสมัคร
2.2.5 โต๊ะเก้าอี้วางเครื่องเสียง
2.2.6 เต้นท์
2.2.7 ราวแขวนกรงนกประกวด
2.2.8 โต๊ะเก้าอี้และอุปกรณ์จับเวลาตัดสิน
2.2.9 โต๊ะวางสิ่งของรางวัล
2.2.10 เบอร์กรงนก
2.2.11 บอร์ดหรือป้ายรวมคะแนน
2.2.12 เครื่องดื่ม
2.3 ราวแขวนกรงนกเข้าประกวดแข่งขัน จะเป็นแป๊บเหล็กที่เป็นแป๊บน้ำประปา หรือเหล็กอย่างอื่นๆ ก็ได้ แต่ที่นิยมเป็นแป๊บประปา มีขนาด 1 นิ้ว ทั้งขาตั้งและราวแขวนกรงนก ซึ่งมี 2 แบบ ดังนี้
แบบที่ 1 แบบแขวนกรงนกได้ 3 กรง ใช้แป๊บเหล็กติดที่ราว แต่ละห่วงห่างกันประมาณ 80 เซนติเมตร ความสูงของเสาประมาณ 250 เซนติเมตร
แบบที่ 2 แบบแขวนกรงนกได้ 4 กรง ใช้แป๊บเหล็กประปายาวประมาณ 320 เซนติเมตร มาทำราวแขวนกรงนก โดยอ๊อกห่วงเหล็กติดที่ราว จำนวน 4 ห่วง ความสูงของเสาประมาณ 250 เซนติเมตร จากนั้นให้นำเสาเหล็กและราวเหล็กแขวนกรงนกมาประกอบกันเป็นโครงสร้าง เมหือนตาหมากรุก และแบ่งเป็นล๊อคๆ สำหรับไว้แขวนนกและกรงนกที่ส่งเข้าประกวด
2.4 ใช้เหล็กแป๊บหรือเสาไม้ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว มาตอกเป็นระยะให้ห่างจากราวที่แขวนกรงนกเข้าประกวดประมาณ 3.00 – 3.50 เมตร แล้วนำเชือกมาขึงกันไม่ให้เจ้าของนก หรือผู้มาชมการประกวดเข้าไปใกล้บริเวณกรงนกประกวดในขณะตัดสิน เพราะอาจจะทำให้นกตื่นตกใจไม่ร้องในเวลาเชียร์นก
2.5 สิ่งของรางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวดแข่งขัน มีหลายรายการ
2.5.1 รายการประกวดใหญ่ จะเป็นถ้วยพระราชทานของพระบรมวงศานุวงศ์ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นักการเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัด
2.5.2 รายการประกวดรอง รางวัลจะเป็นร้อยทอง เครื่องฟ้าฟ้า รถจักรยาน กรงนก และอื่นๆ
2.5.3 รายการประกวดเล็ก เป็นการประกวดในหมู่บ้าน ตำบล รางวัลจะเป็นรถจักรยาน ผ้าห่ม เครื่องแก้ว กรงนก และอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีรางวัลสำหรับผู้ส่งนกกรงหัวจุกอีกต่างหาก ซึ่งเป็นสิ่งของรางวัลเล็กๆน้อยๆ การให้รางวัลวิธีนี้ กรรมการจะทำเป็นฉลากเบอร์กรงนกทุกกรงที่ส่งเข้าประกวด แล้วกรรมการก็จะจับฉลากขึ้นมา ถ้าตรงกับเบอร์กรงนกของผู้ส่งเข้าประกวดคนใด คนนั้นก็ได้รับรางวัลสำหรับสิ่งของรางวัลจะมีจำนวนเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการจัดการประกวดว่าจะมีสักกี่รางวัล บางรายการมีของรางวัลมากมาย บางรายการมีสิ่งของรางวัลพอประมาณ
2.6 ค่าสมัครในการส่งนกเข้าประกวดแข่งขัน มีดังนี้
2.6.1 ค่าส่งนกเข้าประกวดสนามเล็ก มีค่าสมัคร 30-60 บาท/นก 1 ตัว
2.6.2 ค่าส่งนกเข้าประกวดสนามกลาง มีค่าสมัคร 100 บาท/นก 1 ตัว
2.6.3 ค่าส่งนกเข้าประกวดสนามใหญ่ มีค่าสมัคร 200-300/นก 1 ตัว

ขั้นตอนที่ 3 การประกวดและตัดสิน (แบบสี่ยก)

3.1 ระยะเวลาที่ส่งนกเข้าประกวดจะเริ่มเวลา 07.30 – 9.30 น.
3.2 เริ่มการตัดสินการประกวดแข่งขันเวลา 10.00 น. จนถึงบ่ายโมงขึ้นไป ขึ้นอยู่กับจำนวนนกที่ส่งเข้าประกวด
3.3 กรรมการจับเวลาการแข่งขัน จะมีอุปกรณ์ ดังนี้
3.3.1 ถังใส่น้ำ เป็นถังพลาสติกขนาดกลาง ใส่น้ำค่อนถัง
3.3.2 กะลามะพร้าวเจาะรูที่ก้น
3.3.3 นกหวีดเป่าบอกเวลา

วิธีการจับเวลา กรรมการจับเวลาจะเป่านกหวีดเสียงดังปิ้ดๆๆๆๆ4-5 ครั้ง แสดงว่าให้กรรมการตัดสินเตรียมตัว จากนั้นก็นำกะลามะพร้าวที่เจาะรูปใส่ในถังน้ำ น้ำก็จะเข้าในรูกะลาจนเต็มกะลาจมน้ำ ใช้เวลา 45 นาที ก็ถือว่าเป็น 1 ยก เมื่อหมดยก กรรมการจับเวลาก็จะเป่านกหวีด ปิ้ดยาวๆ ทำเช่นนี้ไปจนครบ 4 ยก เหมือนกับจับเวลาในการแข่งขันชนไก่
3.4 กติกา การตัดสิน 4 ยก 3 ดอก มีคะแนนเต็ม 12 คะแนน หมายถึง แข่งขัน 4 ครั้ง หรือ 4 ยก ๆ ละ 45 นาที 3 ดอก หมายถึงในแต่ละยก นกกรงหัวจุกต้องร้องตั้งแต่ 3 คำหรือ 3 พยางค์ขึ้นไป หรือที่เรียกว่า ร้องเป็นเพลง ถึง 3 ครั้งขึ้นไป ตัวอย่าง ถ้าร้องว่า ฟิก-เฟี้ยว อย่างเดียวถือว่าร้องไม่เป็นเพลง ไม่ได้คะแนน ถ้าร้องฟิก-เฟี้ยว แล้วมีเสียงสร้อยตามเป็นคำที่ 3 ถึงคำที่ 7 ถือว่าร้องเป็นเพลงและได้คะแนน การให้คะแนนในใบบันทึกคะแนนจะให้คะแนนเป็นล๊อคๆ

การให้คะแนนมีดังนี้
3.4.1 ใน 1 ยก ถ้านกกรงหัวจุกไม่ร้องได้แต่กระโดดไปมา ก็ถือว่าได้คะแนนศูนย์
3.4.2 ใน 1 ยก ถ้านกกรงหัวจุกร้องได้แต่ ฟิก-เฟี้ยว หรือได้ 2 คำตลอดจนหมดยก ก็ถือว่าได้คะแนนศูนย์
3.4.3 ใน 1 ยก ถ้านกกรงหัวจุกร้องได้ ฟิก-เฟี้ยว และมีสร้อยตามเป็นคำที่ 3 ขึ้นไป ก็ถือว่าร้องเป็นเพลง ดังนั้นใน 1 ยก ถ้านกร้องได้เป็นเพลง 1 ครั้ง ก็ถือว่าได้คะแนน 1 คะแนน หรือ 1 ดอก
3.4.4 ใน 1 ยก ถ้านกกรงหัวจุกร้องได้เป็นเพลง 2 ครั้ง ก็ถือว่าได้ 2 คะแนน หรือ 2 ดอก
3.4.5 ใน 1 ยก ถ้านกกรงหัวจุกร้องได้เป็นเพลง 3 ครั้งขึ้นไป ก็ถือว่าได้ 3 คะแนน หรือ 3 ดอก ซึ่งเป็นคะแนนเต็ม คือ 12 คะแนน
3.5 กรรมการตัดสิน
3.5.1 กรรมการตัดสิน ใช้ชุดละ 2 คน ให้กรรมการ 1 คน จะเป็นผู้บอกสัญญาณว่านกกรงหัวจุกกรงไหนร้องหรือไม่ โดยทำมือกางออกมาแล้วทำมือสั่นๆ กรรมการอีก 1 คน จะดูว่านกกรงหัวจุกกรงไหนเบอร์ไหนร้องหรือไม่ร้อง ถ้านกกรงหัวจุกร้องเป็นเพลง ก็จะยกนิ้ว 1 นิ้ว แสดงว่านกร้อง 1 ดอก ยก 2 นิ้ว ก็ 2 ดอก ยก 3 นิ้ว 3 ดอก ก็แสดงว่าในยกนั้นได้คะแนนเต็ม ให้ตามหลักเกณฑ์ ถ้ามีผู้ส่งนกเข้าประกวดแข่งขันมาก ก็เพิ่มกรรมการตัดสิน
3.5.2 กรรมการตัดสินต้องฟังเสียงนกหวีดของกรรมการจับเวลาด้วย
3.5.3 การตัดสิน จะแบ่งเป็นล๊อค ๆ ละ 4 ตัว หรือ 4 กรง แต่เวลาฟังเสียงนกกรงหัวจุกร้องใน 1 ยก จะให้คะแนนครั้งละ 2 ตัว หรือ 2 กรง รวม 4 ยก หรือ 4 ครั้ง ดังนั้นนกกรงหัวจุกแต่ละตัวจะต้องให้คะแนน 4 ครั้ง สำหรับกรณีที่เหลือนกล๊อคสุดท้าย 3 ตัว บางทีกรรมการตัดสินก็จะตัดสิน 3 ตัว หรือ 3 กรงเลย เพราะว่ามีเวลาน้อย

3.6 กรรมการรวมคะแนน
ในแต่ละยกจะมีกรรมการไปรับใบบันทึกคะแนนจากกรรมการตัดสินแล้วมาส่งให้คณะกรรมการรวมคะแนน กรรมการรวมคะแนนก็จะนำใบบันทึกคะแนนมาลงไว้ในบอร์ดหรือป้ายใหญ่ ซึ่งเป็นเบอร์กรงนกแต่ละกรงว่าแต่ละยกแต่ละตัวได้คะแนนเท่าไหร่ เมื่อครบ 4 ยก กรรมการก็รวมคะแนนว่า นกเบอร์ไหนกรงไหนได้คะแนน 12 คะแนน หรือ 12 ดอก ถือว่าได้คะแนนเต็ม ให้กรรมการรวมคะแนน คัดเบอร์นกที่ได้คะแนนเต็มไปให้กรรมการตัดสิน แยกนกและกรงนกที่ได้คะแนนเต็ม มาตัดสินในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง
3.7 เมื่อการแข่งขันครบ 4 ยกแล้ว ก็จะหยุดพัก 5 นาที เพื่อให้เจ้าของนกที่เข้ารอบชิงชนะเลิศให้น้ำให้อาหารแก่นกกรงหัวจุกของตน เพราะนกเมื่ออยู่กลางแดดและร้อนประกอบกับร้องมาแล้วตั้ง 4 ยก ก็ต้องหิวน้ำ เพราะถ้านกขาดน้ำเสียงจะแทบ ก็เหมือนคนที่พูดมากๆ สำหรับการหยุดพักนี้ ก็เหมือนการแข่งขันไก่ชน เมื่อหมดยก ก็ต้องนำไก่มาให้น้ำ และเช็ดตัวไก่
3.8 ในยกสุดท้ายเป็นยกตัดสินชิงชนะเลิศ
กรรมการจับเวลา กรรมการตัดสิน ก็ทำเช่นเดียวกับการตัดสินครั้งแรก แล้วตัดสินออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ตามเท่าที่มีรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวด โดยกรรมการต้องตัดสินทีละตัว การประกวดแข่งขันประชันเสียงนกกรงหัวจุกนั้น ต้องใช้เวลามาก เพราะต้องตัดสินนกทุกตัวการตัดสินอาจจะมีกรณี ดังนี้
3.8.1 กรณีนกกรงหัวจุกชิงชนะเลิศกัน 5 ตัว เพราะมี 5 รางวัล ถ้านกกรงหัวจุกร้องเป็นเพลง ตัดสินแล้วมีนกได้รางวัลที่ 1 และรางวัลที่ 2 ตัวที่ 3-5 ไม่ร้อง ก็สามารถจับฉลากได้คือจับฉลากรางวัลที่ 3 ที่ 4 และที่ 5
3.8.2 กรณีที่นก่ชิงชนะเลิศทุกตัวไม่ร้องเลย ก็ปล่อยต่อไปจนกว่าว่านกจะร้องแล้วจึงตัดสิน
3.8.3 ถ้าในรอบชิงชนะเลิศฝนตก ก็ให้ใช้วิธีจับฉลากว่าเบอร์ไหน กรงไหนได้รางวัลที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไปเลย
3.9 การมอบรางวัลให้แก่เจ้าของนกกรงหัวจุกที่ชนะการประกวด
3.9.1 ให้กรรมการฝ่ายตัดสินนำผลการให้คะแนนให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ประกาศ ให้ผู้ชนะได้รับรางวัลไปพบกรรมการฝ่ายพิธีการที่เต้นท์อำนวยการ และให้นำผลการประกวดให้ฝ่ายพิธีการด้วย เพื่อจัดเตรียมรางวัล
3.9.2 กรรมการฝ่ายพิธีการ เมื่อผู้ได้รับรางวัลมาแล้ว ต้องจัดเก้าอี้ให้ผู้ชนะการประกวดนั่งเรียงตามลำดับที่ได้รับรางวัล เพื่อเข้ารับรางวัลต่อไป
3.9.3 กรรมการฝ่ายพิธีการต้องประสานกับกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ในการเชิญประธานในพิธีมอบรางวัลที่โพเดี่ยม และเชิญเจ้าของนกกรงหัวจุกที่ได้รับรางวัล เข้ารับรางวัลจากประธาน
3.9.4 กรรมการฝ่ายพิธีการ ต้องจัดเจ้าหน้าที่นำรางวัลไปให้ประธานในพิธีแล้วประธานในพิธีก็มอบรางวัลให้เจ้าของนกที่ชนะการประกวดต่อไป เป็นการจบการประกวดแข่งขันประชันเสียงนกกรงหัวจุก

 

 

 

 

 

การแข่งขันแบบสากล

การแข่งขันแบบนี้มักจะเน้นที่ความสวยงามนสมส่วนหรือความสง่างามของลีลา และสำนวนเพลงร้องของแต่ละตัวว่าดีหรือไม่ การแข่งขันแต่ละครั้งจะไม่จำกัดยกและการแข่งขันแต่ละครั้ง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ
1. อุปกรณ์สนาม
ราวเหล็กซึ่งทำจากเหล็กแป๊บขนาด 1 นิ้ว นำมาประกอบเป็นราวสูง 2.6 เมตร กว้าง 1.8 เมตร ยาว 2.4 เมตร ความยาวแต่ละช่วงแขวนนกได้ 3 กรง แต่ละกรงห่างกัน 80 เซนติเมตร ทั้งหมดใน 1 ล๊อค สามารถแขวนนกได้ 9 ตัว คือ 3 แถว ใน 1 ล๊อค
2. การแข่งขัน
เพื่อป้องกันความวุ่นวายในระหว่างการเชียร์นกของแต่ละคน ควรมีเชือกแนวกั้นห่างจากราวนก 3.5 เมตร ในการแข่งขันแต่ละครั้ง กรรมการจะทำเบอร์ล๊อคและเบอร์นกเอาไว้ ทำให้ง่ายเวลาให้คะแนน
3. สนาม
การแข่งขันแบบนี้มักจะจัดในที่โล่ง เพื่อให้กว้างพอสำหรับเชียร์นกและพอสำหรับจอดรถ
4. เวลาการแข่งขัน
การแข่งขันแบบสากลจะแบ่งเป็นยกๆ แต่ละยกจะใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่ยกแรกจะใช้เวลามากที่สุด เพื่อปล่อยให้นกปล่อยลีลาได้เต็มที่ก่อนจะเข้าสู่การแข่งขัน และคัดเลือกของคณะกรรมการ โดยปกติแล้วแต่ละยกจะใช้เวลาแข่งขันโดยประมาณคือ
4.1 ยกที่ 1   ใช้เวลา 30-40 นาที
4.2 ยกที่ 2   ใช้เวลา 30 นาที
4.3 ยกที่ 3   ใช้เวลา 25 นาที
4.4 ยกที่ 4   ใช้เวลา 25 นาที
4.5 ยกที่ 5   ใช้เวลา 20 นาที
5. การแข่งขัน
การแข่งขันใช้กรรมการ 3 คน/ชุด ทำหน้าที่คัดนกออกให้เหลือเท่ากับจำนวนรางวัลที่จัดไว้ กรรมการทั้งสามคนจะยึดกฏกติกาเดียวกัน โดยจะเดินวนรอบๆ ราวแขวนนกระยะพอประมาณ กรรมการ 1 คนสังเกตนก 6-9 ตัว รอบแรกจะคัดเอานกที่ไม่ร้องหรืออยู่นิ่งๆ ขนพองฟูออก ซึ่งแสดงว่านกไม่มีใจสู้ กรรมการจะจดหมายเลขนกตัวนั้นเอาไว้ ถ้านกตัวใดถูกกรรมการ 2-3 คน จดหมายเลขซ้ำก็ถือว่าตกรอบ นกที่เหลือก็จะถูกยุบเข้าไปอยู่บนราวเดียวกัน เหลือจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ ให้สังเกตว่ายกที่ 1-3 นกที่ตกรอบเป็นนกที่ไม่สู้ ไม่ร้อง ไม่โชว์ลีลาอะไร

ยกที่ 4 กรรมการจะเน้นที่เสียงร้องเป็นพิเศษ นกที่ผ่านยกที่ 1 – 3 มาได้ แต่ไม่มีเสียงร้องในยกนี้ แม้จะมีลีลาดีเพียงใดก็ต้องตกรอบไปเพราะก่อนจะเข้ารอบรองชนะเลิศ กรรมการจะพิจารณาเสียงเป็นหลัก หลังจากคัดเลือกนกเหลือเท่ารางวัล กรรมการจะหยุดพัก 5 นาที ให้เวลาเจ้าของนกทำให้นกสดชื่น ตื่นตัวและคึกคัก พร้อมเข้าแข่งรอบชิงชนะเลิศ ในช่วงเวลา 5 นาทีนี้ สิ่งที่เจ้าของนกส่วนมากจะทำคือ
– ป้อนอาหารที่เรียกพลัง เช่น ตั๊กแตน หนอน ให้นกอิ่ม ให้มีพลังร้องอย่างเต็มที่ในยกต่อไป
– นำอาหารอื่นที่เหลืออยู่ในกรองออกไปให้หมด ให้เหลือเพียงน้ำอย่างเดียว นก่จะได้ไม่สนใจอาหาร อยากให้ร้องอย่างเดียว
– เปลี่ยนน้ำให้นก เพราะอาจสกปรกและร้อนเกินไป
– ล้างถาดรองรอง ราดน้ำให้เปียก อาศัยไอเย็นจากน้ำช่วยให้นกสดชื่น
รอบชิงชนะเลิศ กรรมการแต่ละคนจะเดินรอบสนามหรือราวนก เพื่อให้คะแนนหลายๆ รอบจนครบหมดทุกตัว ในการตัดสินรอบแรกจะดูนกที่ร้องก่อนนกตัวอื่นๆ โดยตรง ใช้ระยะเวลาในการเดินมให้คะแนนคนละเท่าๆ กัน คือ 1 นาทีต่อ 1 ล๊อค ดูนกประมาณ 3 ตัว เมื่อพบนกตัวใดร้องก็จะจัดการให้คะแนนตามแบบฟอร์ม โดยจะดูลักษณะเสียงร้องและลีลาการร้องประกอบกัน ส่วนนกที่ไม่ร้องในการเดินรอบแรก กรรมการก็จะยังไม่ให้คะแนน แต่ในรอบที่ 2 กรรมการจะต้องให้คะแนนนกที่ครบทุกตัว แม้ว่าจะไม่ร้องก็ตาม เมื่อกรรมการแต่ละตัวตัดสินนก่จนครบทุกตัวก็ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการให้คะแนนและสรุปผลการตัดสินต่อไป

แบบฟอร์มการให้คะแนน

แบบที่ 1
น้ำเสียง           45       คะแนน
สำนวน            30       คะแนน
รูปร่าง ลีลา      20       คะแนน
ริก                   5       คะแนน
รวม               100      คะแนน

แบบที่ 2
เสียงร้อง          30      คะแนน
สำนวน             30      คะแนน
ความขยัน         25      คะแนน
ลีลาและรูปร่าง   10      คะแนน
ริก                     5      คะแนน
รวม                100      คะแนน

ที่มา :  คู่มือนกกรงหัวจุก โดย เอกชัย พฤกษ์อำไพ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปัตตานี
สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม 2546

 

 

 

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

การฝึกซ้อมนกเพื่อนำเข้าแข่งขัน

การฝึกซ้อมนกเพื่อนำเข้าแข่งขัน

หลังจากที่เลี้ยงและฟูมฟักดูแลรักษานกมาเป็นอย่างดีแล้ว ควรเริ่มซ้อม แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดด เมื่อแขวนนกแล้วลองสังเกตว่านกเริ่มสู้แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่สู้ให้ยกนกออกไปจากราวไปแขวนไว้ที่อื่นห่างออกไปก่อน เพราะหากยังแขวนไว้ จะทำให้นกแพ้และไม่สู้นกตัวอื่นอีกเลย ต้องขยันหิ้วนกไปเที่ยว และต้องซ้อมบ่อยๆ โดยซ้อมสัปดาห์ละ 1-2 วัน ช่วงเวลาการซ้อม หากนกสู้แล้วควรซ้อมตั้งแต่ 9.00 น. – 13.00 น. หากเป็นนกใหม่ซ้อมเพียงเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความเคยชินกับสนามแล้วจึงแยกออกไปแขวนห่างๆ เพื่อให้นกเกิดความคึกคะนอง ก่อนจะนำนกไปเที่ยวหรือไปสนามซ้อม ต้องใช้ผ้าคลุมกรงนกทุกครั้ง เพื่อให้นกตื่นตกใจน้อยที่สุด ควรเปลี่ยนกรงนกบ่อยๆ เพื่อให้นกคุ้นเคยกับการเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ ป้องกันการตื่นตกใจกลัว เนื่องจากความไม่ชินกับสภาพกรงที่ผิดแผกไปจากเดิม ทำให้นกมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ในวันปกติให้แขวนนกแต่ละตัวให้ห่างกัน เพื่อไม่ให้เห็นกัน ให้ได้ยินแค่เสียงร้องก็พอ เพื่อนกจะได้คึกคักให้นกอาบน้ำในเวลาบ่ายหรือยามเย็นประมาณ 15.00 น. – 17.00 น. แต่งตัวและตามกขนให้แห้งสนิทก่อนจะเก็บไว้ทุกวัน เพื่อเพิ่มความสวยงามและปลอดโปร่งสบายให้แก่นก เพราะนกกรงไวจุกชอบความสะอาดดูแลความเรียบร้อยของตัวเองอยู่เสมอ ต้องเปลี่ยนน้ำกินและน้ำอาบทุกวัน ล้างถาดรองขี้นกทุกวัน กรงสะอาดจะทำให้นกสดชื่นคึกคัก ให้ลองสังเกตดูว่าหากนกไม่ได้อาบน้ำและไม่ล้างทำความสะอาดหลายๆ วัน นกจะสลัดขนอ่อนบนลำตัวออกและมีอาการซึมขณะที่แขวนนกตัวที่มีท่าทีว่าจะคึก ให้หมั่นเอานกล่อนกที่ไม่สู้หรือไม่คึกไปเทียบบ่อยๆ ให้ห่างกันเล็กน้อย เพื่อให้นกมีอาการคึกคักพร้อมจะสู้และสร้างความมั่นใจว่าตัวเองขู่ตัวอื่นได้ นกจะมีความมั่นใจและเก่งมากขึ้น เมื่อนำไปแขวนที่ราวซ้อม นกจะพร้อมต่อสู้กับตัวอื่นตลอดเวลาโดยไม่กลัว เนื่องจากนกมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน เพื่อเป็นการเรียนรู้นิสัยของนก เราจึงต้องสังเกตและเอาใจใส่ เพื่อจะได้รู้จักนกของเราอย่างแท้จริง เช่น ชอบกระโดดเกาะหรือชอบวิ่งถ้วย ซึ่งจะมีผลอย่างมากเมื่อนำนกไปแข่ง นกจะพร้อมสู้ตลอดเวลา ไม่เบื่อหน้ากัน ให้ใช้ผ้าคลุมกรงนกเพื่อให้นกพักผ่อนได้เต็มที่ ก่อนถึงวันแข่งขัน 1-2 วัน ให้เปลี่ยนกรงนกที่เป็นกรงแข่งมีลวดลายสวยงาม ซึ่งเตรียมไว้เฉพาะเพื่อความคุ้นเคย วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้เริ่มเลี้ยง ซึ่งยังไม่มีนกที่ดีและเก่งพอที่จะเป็นนกครูฝึกได้

คุณสมบัติของนกต้นแบบ

เสียงต้องดี ต้องมีน้ำหนักเสียงที่ดีมากที่สุด คือมีสำนวนการร้องจำนวน 5-7 พยางค์ หรือดีกว่านั้นก็คือ 7-9 พยางค์ ยิ่งได้นกที่ร้องได้หลายพยางค์ นกที่นำมาซ้อมก็จะยิ่งเก่งมากขึ้น นกครูต้องมีนิสัยดี เนื่องจากเป็นนกต้นแบบ หากนกครู แสดงนิสัยที่ไม่ดีให้นกที่เรานำมาซ้อมเห็นนิสัย เช่ย การจิกทำร้ายตัวเอง จิกขา จิกขน จิกหาง เป็นต้น นกของเราก็จะรับเอานิสัยที่ไม่ดีนั้นมาด้วย
เพลงดี นกครูที่ดีต้องร้องเพลงได้หลายทำนอง ไม่ว่าจะเป็นเพลงยาวหรือสั้น การริก เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าหากนกครูชอบเพลงที่ไม่ได้ทำให้คะแนนการร้องเพลง เช่น การร้องเพลงยาว แต่เป็นฟ้อนไม่ได้ศัพท์หรือเพลงเร็ว เป็นต้น

 

การฝึก

การฝึกนกกรงหัวจุกในระยะเริ่มต้นไม่ต้องซ้อมหนักจนเกินไป ระยะการซ้อม 7 วันแรก ให้ซ้อมวันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง พอครบสัปดาห์ก็เพิ่มเป็นวันละ 4 ชั่วโมง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่อย่างนี้ประมาณ 1 เดือน นกที่นำมาซ้อมจะเรียนรู้จากนกครูได้พอสมควร พอย่างเข้าเดือนที่ 2 และ 3 เราจะสังเกตเห็นว่านกตัวไหนมีลักษณะเป็นอย่างไร มีวิวัฒนาการไปแค่ไหน เช่น หากมีการฝึกซ้อมนกนอกสถานที่ ผู้เลี้ยงก็นำนกที่ฝึกมาไปเลี้ยงด้วย นกตัวดังกล่าวไม่มีลีลาของนกแข่งเลย ไม่ร้อง ไม่สู้ เอาแต่เกาะคอนนิ่ง แสดงว่านกตัวนั้นใช้ไม่ได้ แต่ถ้าหากนกามีอาการสู้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปอีกระดับหนึ่ง

นกที่ลงฝึกซ้อมได้ 3 เดือน ผู้เลี้ยงจะมองลักษณะของนกออกนกที่มีลักษณะดีก็เอาไว้เลี้ยงต่อ แต่ถ้าใช้ไม่ได้ก็คัดออก ในระยะที่สอนนี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองของนกว่ามีความสามารถที่จะเรียนรู้จากนกครูได้มากน้อยเพียงใด โดยวิธีทดสอบอยู่หลายวิธี วิธีที่นิยมมากที่สุดคือ การนำนกขึ้นซ้อมแข่ง แล้วดูการยืนระยะของนกว่ายืนได้นานเท่าไหร่ และมีลักษณะการยืนอย่างไร ยืนแบบหัวหด หรือยืนแบบอกผายไหล่ผึ่ง เป็นการข่มคู่ต่อสู้ โดยการยืนระยะของนกนั้น ผู้เลี้ยงต้องสังเกตหรือจับเวลาขณะที่นำไปซ้อม โดย 1 ยก จะใช้เวลาประมาณ 25 นาที สังเกตอยู่ประมาณ 3 ยก ถ้าหากนกของผู้เลี้ยงที่นำมาซ้อมนั้น สามารถนำมาซ้อมนกตัวอื่นด้วยการแสดงลีลาประกอบกับการใช้เสียงร้องในการต่อสู้กับนกตัวอื่นได้ประมาณ 2 ใน 3 ยก ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ถ้าจะให้ดีการทดสอบการยืนระยะของนกควรเปลี่ยนราวให้นกได้ต่อสู้กับนกตัวอื่นๆ บ้าง เพื่อที่นำจะได้เรียนรู้หลายสถานการณ์ และการเปลี่ยนหน้าคู่ต่อสู้ ป้องกันไม่ให้นกเกิดอาการเบื่อหน่าย ถ้าหากมีการเปลี่ยนที่แขวนนกจะได้เจอคู่ต่อสู้ใหม่ๆ แล้วถ้ายังมีลีลา การยืน การบิน กางปีก กางหางส่งเสียงร้องอยู่อย่างเดิม ก็แสดงว่านกตัวดังกล่าวอยู่ในที่พร้อมที่จะถูกส่งลงสนามได้แล้ว ในระยะที่สาม หลังจากที่นกกรงหัวจุกได้ผ่านมาถึง 2 ระยะแล้ว ในระยะนี้ก็เหมือนกับนักศึกษาที่เรียนปี 4 แล้ว พร้อมที่จะลงสนามสอบแข่งขันกับนักศึกษาสถานบันอื่นๆ หรือยัง การฝึกซ้อมในระยะนี้เป็นการฝึกให้นกมีความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจให้เป็นนักสู้ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ลักษณะของนกที่พร้อมจะแข่งขัน

- แววตาสดใสไม่ขุ่นมัว ไม่เซื่องซึม ขนไม่ร่วง
– กินจุ ถ้าเป็นอาหารโปรดจะกินหมดทุกครั้งที่ให้
– เห็นคู่ต่อสู้แล้วแสดงอาการคึกคักอยากเข้าไปต่อสู้ กางปีก กางหาง ส่งเสียงร้องขู่คู่ต่อสู้
– ขนมันวาว โดยเฉพาะบริเวณแก้ม จุก ปลายขนไม่แตก โดยเฉพาะขนหางและขนปีก
– มีระบบขับถ่ายที่สมบูรณ์ มูลจะไม่เหลวหรือแน่นเกินไป
– ชอบอาบน้ำ ดูแลร่างกาย รักสวยรักงาม

 

 

สาเหตุของนกไม่สู้

- นกอายุยังน้อย ยังอ่อนหัดอยู่
– ไปเจอนกที่ดุในสนามแข่งขัน ทำให้กลัวและเข็ดไปในที่สุด
– ร่างกายไม่สมบูรณ์
– ไม่ชินกับเสียงเชียร์ทีดังในสนามแข่ง
– เป็นนิสัยของนกเอง แก้ไขไม่ได้

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่ชอบเลี้ยงนกแต่ไม่ค่อยมีเวลา

- ในตอนเช้าก่อนไปทำงาน เปิดผ้าคุม ชำระขี้นกจากถาดรองให้สะอาด
– ให้อาการโดยให้ผลไม้อย่างน้อย 2 ชนิด รวมทั้งหนอน โดยเทรวมกันไว้ที่เดียวกัน
– นำนกไปแขวนไว้ในที่มีแสงแดดประมาณ 7.00 น.-11.00 น. จากนั้นก็ร่ม โดยการสังเกตุสถานที่และทิศทางของแสงหลังจากเลิกงานก็กลับมาดูแลนก หมั่นหยอกล้อมัน เท่านี้ก็สามารถเลี้ยงนกได้ แม้จะมีเวลาน้อยก็ตาม

 

 

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

การผสมพันธุ์ของนกกรงหัวจุก

การผสมพันธุ์ของนกกรงหัวจุก

การผสมพันธุ์

ปกตินกกรงหัวจุกตามธรรมชาติ  จะมีการผสมพันธุ์กันปีละ 6-8 ครั้ง ในแต่ละครั้งจะออกไข่ 2-3 ฟอง มีลูกครั้งละ 2-3 ตัว ในปีหนึ่งๆ นกกรงหัวจุกจะมีลูกประมาณ 12-24 ตัว ซึ่งการผสมพันธุ์นกกรงหัวจุกนี้มี 2 แบบ ด้วยกันคือ

การผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ

เมื่อถึงเวลาผสมพันธุ์ในช่วงระยะระหว่างเดือนพฤศจิกายน – มกราคม นกกรงหัวจุกจะร้องเรียกคู่ เมื่อนกกรงหัวจุกได้พบตัวเมีย ก็จะแสดงท่าทางโดยการโน้มตัวไปข้างหน้า ขณะอยู่บนกิ่งไม้ที่เกาะ ทำปีกห้อยลงข้างลำตัว รวมทั้งทำปีกขยับไปมาทั้ง 2 ข้าง ส่วนหางก็จะกระดกไปมา ส่วนหัวก็ส่าย และทำตัวหมุน ปากก็จะร้องเป็นเพลงเกี้ยวกัน เมื่อนกตัวผู้และตัวเมียถูกใจสกัน ก็จะบินออกไปจากฝูงไปอยู่คู่กัน โดยจะทำรังบนต้นไม้พุ่มออกทึบๆ การทำรังจะช่วยกันไปคาบกิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้าแห้งมาทำรัง แล้วผสมพันธุ์ ตัวเมียจะตกไข่ประมาณ 2-3 ฟอง ใช้เวลาในการฟักประมาณ 10-13 วัน ก็จะฟักออกเป็นลูกนก ในระหว่างที่ลูกนกออกมาพ่อแม่นกก็จะออกไปหาอาหารให้ลูกนกกิน เช่น หนอน ตั๊งแตน ผลไม้ เมื่อลูกนกอายุได้ประมาณ 20 วัน ก็จะเริ่มหัดบิน เมื่อลูกนกบินได้แข็งแรง สามารถกินอาหารได้เอง พ่อแม่นกก็พาลูกนกไปรวมฝูงเดิม เพราะการหากินของนกกรงหัวจุกตามธรรมชาติจะออกหากินแบบเป็นฝูง

วิธีการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์

ก่อนจะมีการผสมพันธุ์ ผู้เลี้ยงต้องคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์แข็งแรงและอายุที่เหมาะสม เพื่อจะได้ลูกที่ดี แม่พันธุ์ที่ดี ช่วงลำตัวต้องยาว หัวไม่เล็กเกินไป ดวงตาสดใส ไม่หม่นหมอง ฐานจุกต้องหนาพอควร สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรงปราดเปรียว ส่วนนกที่เป็นพ่อพันธุ์ นอกจากหัวใหญ่ หน้าใหญ่ จุกใหญ่แล้ว ฐานจุกต้องเต็ม ปลายโค้งต้องงอไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาต้องกลม สดใส ไม่หม่นหมอง ชวงลำตัวต้องยาวเช่นกัน ควรเป็นตัวที่มีสีสันธรรมชาติที่สุด หางสั้นซ้อนทับกัน นอกจากนี้ พฤติกรรมต้องดี ไม่เกเรหรือมีนิสัยก้าวร้าว เช่น จิกหาง จิกปีก หรือจิกหน้าอกตัวเอง น้ำเสียงต้องดี เพราะมันหมายถึงการมีหลอดเสียงและปอดที่ใหญ่ อีกทั้งสุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง ปราวเปรียว ถ้าให้ดีควรเลือกตัวที่มีเลือดนักสู้เต็มร้อย ยิ่งถ้าเป็นนกที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้วยิ่งดีมาก

การผสมพันธุ์โดยผู้เลี้ยงจัดเตรียมสถานที่

การผสมพันธุ์นกกรงหัวจุกแบบนี้ ผู้เลี้ยงต้องไปจัดหาสถานที่ให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งผู้เลี้ยงต้องจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับให้นกกรงหัวจุกผสมพันธุ์ ดังนี้
1. หากต้นไม้ชนิดเป็นพุ่มทึบ ขนาดไม่สูงมากนัก โดยมีความสูงประมาณ 2 เมตรขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3 เมตร มีใบหนาแน่นเพื่อไม่ให้ศัตรูมองเห็น หรือจะปลูกต้นไม้ พวกต้นไทรที่มีขนาดไม่สูงนัก ต้นทรงบาดาล ต้นแก้ว ต้นพิกุล ต้นหางนกยูงไทย ต้นเฟื้องฟ้า ไว้ที่สวนหลังบ้าน หรือต้นไม้อื่นๆ ที่เป็นธรรมชาติ แต่ต้องเป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลาง ต้นไม่สูง
2. ทำกรงครอบต้นไม้ โดยใช้ไม้ไผ่ ไม้จริง หรือเหล็ก ทำเป็นเสา 4 เสา และคาน กรงที่จะให้นกผสมพันธุ์มีความกว้างประมาณ 1.5 เมตร สูงประมาณไม่เกิน 3 เมตร ยกไปตั้งครอบต้นไม้ที่เตรียมไว้ จากนั้นก็ใช้ตาข่ายที่มีสีฟ้าตาเล็ก หรือใช้ตาข่ายแบบเป็นลวดตาข่ายที่มีขนาดเล็ก ไม่ให้พ่อแม่และลูกนกลอดออกมาได้ คลุมกรงนกไว้ทั้ง 5 ด้าน เป็นด้านข้าง 4 ด้าน ด้านบนกรง 1 ด้าน และทำประตูสำหรับให้ผู้เลี้ยงเข้าออกด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อเข้าไปให้น้ำและอาหารแก่นก
3. การทำรังนก ให้ใช้เปลือกมะพร้าวที่แกะกะลาออกแล้ว ไปผูกไว้ตามกิ่งหลายๆ จุด นำเศษหญ้าแห้ง ฟางข้าวแห้ง ไปวางไว้ที่พื้นกรง เมื่อแม่นกชอบรังไหน แม่นกและพ่อนกก็จะช่วยกันคาบหญ้าแห้ง ฟางข้าว ไปใส่ในเปลือกมะพร้าวที่ทำเป็นรังไว้ให้ เพื่อวางไข่และฟักไข่ต่อไป
4. หลังคากรงนก กรงนกสำหรับให้นกผสมพันธุ์ ควรจะใช้ตับจาก หญ้าคา หญ้าแฝก เป็นหลังคาจะเป็นธรรมชาติ โดยจะปิดหลังคาไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึงหนึ่งเปิดไว้ให้แสดงแดดเข้าได้ เพราะนกกรงหัวจุกต้องการาแสงแดด เมื่อได้แสงแดด ก็จะทำให้นกมีกระดูกแข็งแรง เพราะแสงแดดช่วยเสริมสร้างวิตามินดี
5. ที่แขวนอาหาร ใช้ลวดแข็งทำเป็นตะขอเกี่ยวไว้ข้างกรง แล้วนำมะละกอ กล้วย ลูกตำลึงสุก ส้มเขียวหวาน แตงกวา บวบ ไปเกี่ยวตะขอให้นกกิน และหากกล่องพลาสติกใส่อาหารเม็ด นำไปแขวนไว้ข้างกรงให้นกกินเช่นเดียวกัน
6. หากแก้วหรือที่ใส่น้ำไปวางให้นกกิน
7. หาขันพลาสติก หรืออ่างกระเบื้องดินเผา ใส่น้ำให้นกอาบในเวลาที่นกต้องการอาบน้ำ โดยตั้งไว้ตรงที่มีแดดส่องถึงพื้นล่างกรง
8. การผสมพันธุ์ จากการสอบถามคุณประนอม สังข์นุ่น ผู้เพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก ได้กล่าวว่า การที่จะทำให้นกมีการผสมพันธุ์ โดยใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติ 2 วิธี ดังนี้
8.1 นำแม่นกกรงหัวจุกที่มีลักษณะดีใส่ไว้ในกรงผสมพันธุ์ประมาณ 2-3 วัน เพื่อแม่นกจะได้เตรียมตัวทำความคุ้นเคยกับกรงนก จากนั้นก็ให้นำตัวผู้ที่มีลักษณะดีใส่กรงนก ไปแขวนไว้ข้างกรงนกผสมพันธุ์ที่ด้านนอกกรง ด้านละ 1 ตัว รวม 4 ตัว เพื่อให้ตัวเมียได้เลือกคู่เอง ปล่อยตัวผู้ไว้ที่ข้างกรงประมาณ 2-3 วัน ให้ผู้เลี้ยงสังเกตดูตัวเมียว่าชอบตัวผู้ตัวไหน กล่าวคือ ถ้าตัวเมียไปเกาะข้างกรงที่มีตัวผู้ไม่ค่อยไปไหน แสดงว่าตัวเมียสนใจและเลือกตัวผู้ตัวนั้น จากนั้นก็ให้นำตัวผู้ที่ตัวเมียชอบเพียง 1 ตัว ใส่เข้าไปในกรงผสมพันธุ์ ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติต่อไป
8.2 นำนกตัวพ่อพันธุ์ที่มีลักษณะดีใส่ไว้ในกรงผสมพันธุ์ 1 ตัว จากนั้นก็นำตัวแม่ที่มีลักษณะดีเช่นกันใส่ในกรง 3-4 ตัว ให้ผู้เลี้ยงสังเกตดูว่าตัวเมียตัวไหนชอบตัวผู้ ก็ให้นำตัวเมียตัวอื่นออกจากกรงเหลือเพียง 1 ตัว ให้ตัวเมียและตัวผู้ผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติต่อไป ข้อควรระวัง นกตัวเมียอาจจะจิกตีกัน ควรเป็นตัวเมียที่เลี้ยงหรือเคยอยู่ด้วยกันมาก่อน เพราะถ้าเอาตัวเมียจากที่อื่นมาใส่ในกรงตัวผู้จะต้องจิกตีกันอย่างแน่นอน

 

 

การฟักไข่

รังของนกกรงหัวจุกควรเป็นรังไม่ใหญ่นัก อาจจะใช้เปลือกมะพร้าวหรือรังสำเร็จรูปสำหรับให้แม่ไก่ฟักก็ได้ ซึ่งมีลักษณะขาตั้งเป็นลำไม้ไผ่ ตรงปลายผ่าเป็นซี่ๆ และเอาตอกมาสานสลับไปมา ซึ่งที่ฟักไข่แบบนี้ทางร้านขายอุปกรณ์สัตว์มีขาย เป็นทีนิยมทางภาคใต้ เมื่อผสมพันธุ์แล้ว นกจะไข่ออกมาครั้งละ 2-3 ฟอง ลักษณะไข่ของนกกรงหัวจุกมีเปลือกไข่ลายเหมือนไข่นกกระทา เป็นจุดสีดำและสีน้ำตาลสลับกันไป ความยาวของไข่ประมาณ1 นิ้วความกว้างของไข่ประมาณ0.5 นิ้วหัวท้ายของไข่จะมน แม่นกกรงหัวจุกเมื่อออกไข่แล้ว ก็ใช้เวลาในการฟักไข่ประมาณ 12-13 วัน ไข่ก็จะฟักออกมาเป็นลูกนก ตามธรรมชาติพ่อแม่นกต้องหาอาหารให้ลูกนกกิน ดังนั้น ผู้เลี้ยงต้องเตรียมอาหารให้ลูกนก ได้แก่ หนอนนก ตั๊กแตน หนอนมดแดง เพื่อให้พ่อแม่นก ควบไปป้อนให้ลูกนกกินให้เพียงพอ ลูกนกเมื่อมีอายุประมาณ 20 วัน ขนก็จะเริ่มเปลี่ยนและขึ้นเต็มตัว พ่อแม่นกจะสอนให้ลูกนกหัดบิน หัดกินอาหาร ผู้เลี้ยงก็จะแยกลูกนกออกมาเลี้ยง ส่วนพ่อแม่นกก็จะแยกกรงเลี้ยงต่อไป และเมื่อลูกนกมีอายุได้ 30-60 วัน ขนใต้ตายังไม่เปลี่ยนสี และร้องยังไม่เป็นก็สามารถนำไปเลี้ยงต่อไป

 

 

 

ข้อควรระวังในระหว่างที่นกฟักไข่

1. นกกรงหัวจุกชอบความเงียบสงบ ไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวน
2. อย่าทำให้นกตกใจ เช่น คน สุนัข แมว ไก่ เหยี่ยว เข้าไปทำให้นกตกใจ เพราะนกอาจจะไม่ฟักหรือเขี่ยไข่ทิ้ง หรือลูกนกตกใจตกจากรังตาย

 

 

วิธีอนุบาลลูกนก

หลังจากผสมพันธุ์ แม่นกจะวางไข่ โดยจะวางครั้งละ 2-3 ฟอง ทั้งพ่อแม่และแม่พันธุ์จะช่วยกันกกไข่ โดยกกประมาณ 15 วัน ไข่จะฟักออกเป็นตัว จากนั้นประมาณ 15-20 วัน ลูกนกจะเริ่มหัดบิน โดยมีพ่อแม่คอยดูแล จนกว่าจะสามารถใช้ชีวิตในธรรมชาติได้โดยลำพัง

 

 

 

 

 

 

ช่วงเลี้ยงลูกอ่อน

ถ้าดูแลดี อัตราการตายของลูกนกจะน้อยมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกนกอายุ 15-20 วัน ควรแยกลูกนกออกจากกรงผสมไปเลี้ยงต่างหาก เพื่อให้พ่อแม่นกมีเวลาพักผ่อน พักฟื้นร่างกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมที่จะผสมพันธุ์ครั้งต่อไป ลูกนกที่แยกออกไปเลี้ยง ในระยะแรกอาจให้ลูกครอกเดียวกันอยู่รวมกันไปก่อน การให้อาหาร ควรใช้ไม้แบบช้อนตักไอศกรีมบี้อาหารให้ละเอียด แล้วตักป้อนให้ลูกนกกินจนอิ่ม ซึ่งเวลาอิ่มลูกนกจะนิ่งเงียบไม่ร้องกวนใจ อาหารที่ให้ในช่วงนี้จะเป็นอาหารที่ใช้เลี้ยงลูกไก่ โดยนำมาผสมกับน้ำป้อนให้ลูกนกกิน นอกจากนี้ ควรให้กล้วยน้ำว้ากับมะละกอสลับกัน เพื่อให้ลูกนกคุ้นเคยกับอาหารธรรมชาติ หลังจากป้อนลูกนกด้วยไม้ประมาณ 5-10 วัน ผู้เลี้ยงควรหัดให้ลูกนกกินอาหารเอง โดยเอาอาหารใส่ไว้ในภาชนะ แล้วลูกนกจะค่อยๆมากินเอง เมื่อลูกนกอายุได้ 50 วัน ควรแยกลูกนกไปเลี้ยงเดี่ยว ควรแขวนกรงไว้ใกล้ๆกัน ลูกนกจะได้ไม่รู้สึกขาดความอบอุ่น และไม่ตื่นตกใจกลัวจนเกินไป แม้ลูกนกจะกินอาหารเองเป็นแล้ว ก็ควรป้อนหนอนนกแก่ลูกนกเป็นประจำ เพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างนกกับคนเลี้ยง หลังจากนั้นจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกนกอยู่เรื่อยๆ เริ่มจากขนหน้าอกและบริเวณใบหน้าจะมีลายสีเทาจางๆ ขึ้นทั่วไป แต่หมึกยังเป็นสีเทาอ่อน แก้มยังไม่แดง ตลอดจนบัวใต้หางก็ยังมีสีเทาจางๆอยู่ เมื่ออายุได้ 90-120 วัน ลูกนกจะเริ่มเป็นวัยรุ่น มีการผลัดขนออกทั้งตัวเป็นครั้งแรก พอขนชุดนี้ขึ้นมาสีขนจะเปลี่ยนไป ขนหน้าอกและท้องจะขาวขึ้น สีขนทั่วไปจะเข้มขึ้นอย่างเห็นชัดเจน ขณะเดียวกันขนหูจะเป็นสีแดง บัวใต้หางจะเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือแม้กระทั่งหมึกก็เป็นแถบสีดำ กลายเป็นนกวัยรุ่นเต็มตัว

 

การเลี้ยงนกวัยรุ่น

นกวัยรุ่นควรแขวนเลี้ยงไว้ตามชายคาบ้านหรือกิ่บไม้ที่แข็งแรง นกระยะนี้ เมื่อยามเช้าตรู่อากาศสดชื่น นกจะสดชื่นร่าเริง และจะเริ่มส่งเสียงร้องตลอดเวลา พร้อมทั้งออกลีลาท่าทางอย่างงดงาม ช่วงนี้ให้เลี้ยงด้วยมะละกอสุก 1 ชิ้นพออิ่ม หรือกล้วยสุกครึ่งลูก แตงกวา 1 ซีฝาน เวลาผู้เลี้ยงไม่อยู่บ้านควรเก็บนกไว้ในบ้าน เพื่อความปลอดภัยจากศัตรูต่างๆ รวมทั้งขโมย ควรเป็นที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่องถึง หากผู้เลี้ยงมีเวลาพอให้เตรียมสนามซ้อมหรือราวเอาไว้แขวนกรงนก เพื่อให้นกได้ตากแดด เสริมวิตามินดีจากธรรมชาติ และสร้างความสดชื่นให้กันนกอีกทางหนึ่ง

การตากแดด

นกใหม่หรือนกวัยรุ่นที่ยังไม่พร้อมจะแข่งขัน จะไม่คึกคักหรือตื่นตัวเท่าที่ควร ฉะนั้นควรให้ตากแดดปกติธรรมดา โดยไม่ต้องหักโหมให้ตากแดดมากเกินไป เพราะโดยธรรมชาติ เมื่อนกเจอแดดร้อนจะเข้าไปแอบในร่มไม้เพื่อพักผ่อน สำหรับนกวัยรุ่นจะนำออกตากแดดตั้งแต่เช้าตรู่ จนถึงเก้าโมงเช้าก็เพียงพอ

 

การตากแดดนกที่พร้อมจะแข่งขัน

นกกลุ่มนี้จะถูกนำออกตากแดดนาน เพื่อสร้างความแข็งแรงและอดทนต่อแสงแดดเวลานำออกแข่งขัน ส่วนใหญ่จะนำออกตากแดดจากเก้าโมงเช้าจนถึงบ่ายโมง โดยจะตากแดดตลอดไม่มีการยกเข้าไปพักในร่ม เพื่อให้นกกระโดดและร้องไปเรื่อยๆ การแขวนจะต้องแขวนให้ห่างกันพอสมควร อย่าให้อยู่ชิดติดกันเหมือนตอนแข่งหรือซ้อม เพราะนกจะต่อสู้กันทุกวัน จนเกิดอาการชินชา เวลาแข่งจริงอาจไม่มีเสียงร้อง เมื่อตากแดดพอแล้ว ก็นำเข้าร่มในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวกโปร่งโล่ง เพื่อให้นกได้พักผ่อน ผ่อนคลายอิริยาบถจนถึงประมาณสี่โมงเย็น จึงนำออกไปแขวนข้างนอก เพื่อความสะอาดกรง และภาชนะบรรจุอาการให้สะอาด และควรล้างซี่กรงด้านล่างหรือท้องกรงด้วยการฉีดน้ำให้ทั่ว แล้วใช้แปรงสีฟันหรือฟองน้ำขัดทำความสะอาด พร้อมกับล้างถาดรองขี้นกจนสะอาด จากนั้นก็หงายขันน้ำเติมน้ำให้เต็ม แล้วนำกรงแขวนในร่มเพื่อให้นกลงอาบน้ำ ถ้าตัวไหนไม่ยอมอาบน้ำให้ใช้กระบอกฉีดน้ำปรับให้เป็นฝอยๆ ฉีดให้ทั่วตัวบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้นกลงอาบน้ำเอง หลังจากอาบน้ำเสร็จ นกจะแต่งตัวด้วยการใช้ปากไซร้ขนทั่วตัว เพื่อทำความสะอาดและเช็ดขนให้แห้ง จากนั้นก็คว่ำขันน้ำ แล้วยกกรงนกไปตากแดดอ่อนๆ เพื่อทำให้ขนนกแห้ง สร้างความสวยงามให้กับนก เพราะขนจะฟูสวยงาม ไม่ขันในขณะทำการแข่งขัน ทำให้กรงนกแห้งเป็นการยืดอายุการใช้งานของกรงนกออกไปอีก หากกรงไม่แห้งไม้จะพอง จุดเชื่อมข้อต่อจะหลวมและหลุดออก อาจทำให้ซี่กรงขึ้นราได้

 

 

ที่มา :  คู่มือนกกรงหัวจุก โดย เอกชัย พฤกษ์อำไพ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปัตตานี
สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม 2546

 

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

อาหารของนกกรงหัวจุก

อาหารของนกกรงหัวจุก

นกกรงหัวจุกชอบกินผลไม้และพืชผักเป็นหลัก นอกจากนี้ยังชอบกินหนอน ตั๊กแตน และแมลงอื่นๆ ซึ่งเป็นอาหารโปรตีน เพื่อทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ถ้าจะให้อาหารเม็ด ต้องเป็นอาหารลูกไก่ก็ยิ่งเจริญเติบโตดี ซึ่งอาหารต่างๆ มีดังนี้

อาหารที่เป็นผลไม้
ผลไม้ที่นกกรงหัวจุกกินจะเป็นสมุนไพรไปในตัว สามารถรักษาหรือป้องกันโรคต่างๆ ได้ดี มีดังนี้
“กล้วยน้ำว้าสุก” เป็นยาแก้ท้องผูก ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายดี ข้อควรระวังให้กินนานๆ เสียงนกจะร้องเพี้ยน เพราะเนื้อกล้วยจะเหนียวติดปากนก นกก็จะอ้าปากร้องได้ไม่เต็มที่
“มะละกอสุก” เพราะเป็นยาระบายท้อง แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงสายตาและขับพยาธิเส้นด้าย
“ส้มเขียวหวาน” มีวิตามินซี เป็นยาแก้ไขแก้ปวด แก้เจ็บคอและไอขับเสมหะและแก้อาเจียน
“ฝรั่งสุก” เป็นยาแก้ท้องร่วง เป็นบิด และบำรุงหัวใจ
“มะม่วงสุก” เป็นยาแก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อยและบำรุงกระเพาะอาหารให้แข็งแรง
“พุทราสุก” เป็นยาแก้อ่อนเพลีย ผอมแห้งแรงน้อย
นอกจากนี้ ยังมีผลไม้ป่าอีกหลายชนิดที่นกกรงหัวจุกกิน ได้แก่ ลูกหว้า ลูกไทร

อาหารที่เป็นพืชผัก
พืชผักที่นกกรงหัวจุกกิน จะเป็นพืนสมุนไพรไปในตัว สามารถรักษาหรือป้อนกันโรคต่างๆ ได้ดี มีดังนี้
“ลูกตำลึง” เป็นยาแก้ระบายท้อง
“มะเขือเทศ” เป็นยาแก้นกเบื่ออาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงเลือด และกระตุ้นกล้ามเนื้อ
“แตงกวา” เป็นยาแก้ร้อนใน บำรุงปอด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้ความจำดี เมล็ดขับพยาธิ ข้อควรระวัง ก่อนให้นกกิน ต้องนำไปแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน เพราะจะมีสารเคมีตกค้างมากับแตงกวา ถ้าให้นกกินเลยโดยไม่ล้างหรือแช่น้ำนกอาจจะตายได้
“พริกขี้หนูแดง” เป็นยาเจริญอาหาร บำรุงกำลัง และเป็นยาแก้ท้องเสีย แก้ปอดบวม และทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี โดยนำมาล้างน้ำแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ นำไปผสมกับน้ำผึ้ง ให้นกกรงหัวจุกกิน จะทำให้นกเสียงดีแบบเดียวกับที่เลี้ยงนกขุนทองแล้วให้กินพริกขี้หนู นกขุนทองเสียงจะดีและพูดเก่ง
“บวบ” เป็นยาระบายท้อง แก้ไขและแก้ร้อนใส

อาหารที่เป็นหนอนและแมลง
ได้แก่ หนอนนก ไข่มดแดง ปลวก จิ้งหรีด ตั๊กแตน แมลงเม่า อาหารพวกนี้จะเป็นอาหารโปรตีน ทำให้จกเจริญเติบโตได้เร็ว

 

 

อาหารเม็ด
เป็นอาหารสำหรับให้ลูกไก่กิน ควรเป็นอาหารเสริมให้นกกรงหัวจุกกินเป็นบางครั้งบางคราว นกกรงหัวจุกเป็นนกที่กินอาหารได้ตลอดวัน และอุจจาระไปเรื่อยๆ ดังนั้น การให้อาหารก็ต้องคอยดูว่าอาหารที่ให้หมดหรือยัง ถ้าหมดแล้วก็ให้ใหม่ ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนอาหารสลับกันไป เป็นผลไม้บ้าง พืชผักบ้าง หนอนนกบ้าง และอาหารเม็ดบ้าง

ใบพืช
ปกติในธรรมชาติ นกกรงหัวจุกก็จะกินใบพืช เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่สบาย ผู้เลี้ยงควรหามาให้นกกินบ้าง ได้แก่
1.ใบมะขาม เป็นยาแก้หวัด คัดจมูก
2.ใบผักหวาน เป็นยาแก้ไข
3.ใบตำลึง เป็นยาแก้ร้อนใส

เมล็ดธัญพืช
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เมล็ดจำพวกข้าว พวกนี้จะมีปริมาณของแป้งสูง ซึ่งจะทำให้พลังงานแก่นก อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ เมล็ดที่มีส่วนประกอบของน้ำมันผสมอยู่ เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดเกาลัด และพวกถั่ว เป็นต้น

อาหารพิเศษ
เป็นอาหารที่ผู้เลี้ยงใช้เสริมเข้าไปในอาหารหลัก เพื่อให้นกมีความแข็งแรงสมบูรณ์ คึกคักตลอดเวลา หรือแม้แต่รักษาอาการป่วยก็ได้ผลดี  ปกติจะให้อาการเสริมแก่นักตัวพิเศษที่เลี้ยงไว้แข่งขัน เช่น
– ข้าวสวยสุกผสมแกงส้มภาคใต้ ผู้เลี้ยงนกในท้องถิ่นภาคใต้นิยมใช้เป็นอาหารเสริมให้นกกิน สรรพคุณนั้นกล่าวกันว่า เพื่อทำให้นกสมบูรณ์แข็งแรง คึกคักเร็วขึ้น ไม่เจ็บป่วย อาจเป็นเพราะเครื่องแกงส้มมีส่วนประกอบของสมุนไพรหลายชนิดนั่นเอง
– พริกสดแช่น้ำผึ้ง หั่นพริกขี้หนูสุกสดๆ ขนาดนกกินได้พอดีแล้วแช่ไว้ในน้ำผึ้ง ถ้าจะให้ดีควรเป็นน้ำผึ้งเดือนห้าที่เตรียมไว้ให้นกกิน ทำให้ลำคอนกโปร่งโล่ง ขับถ่ายสะดวก เป็นการทำให้น้ำเสียงใสกังวานไม่แตกพร่า
– อาหารสูตรที่ผู้เลี้ยงนกส่วนใหญ่ใช้อยู่อีกสูตรหนึ่ง คือเอาเฉพาะไข่แดงของไข่ต้มไปตากแห้ง นำไปผสมากับถั่วลิสงป่น ถั่วเหลือง แคลเซี่ยมสำหรับสัตว์ปีก และนมผงที่ใช้เลี้ยงเด้กคลุกเคล้าให้เข้ากันดี นำไปตากแดดให้แห้งสนิท นำไปให้นกที่เพิ่งได้มาใหม่กิน เพื่อให้นกมีความแข็งแรงสมบูรณ์ คึกคัก ขนสวยเป็นมันวาว
– กระดองปลาหมึก จำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของกระดูก ขนและจะงอยปาก และใช้ในการสร้างไข่
– ทรายนก ต้องการพวกเม็ดทราย เพื่อช่วยบดและย่อยอาหาร
– แท่งไอโอดีน ช่วยให้ต่อมไทรอยด์ทำงานเป็นปกติ
– วิตามิน จะให้โดยผสมในน้ำหรือผสมอาหาร แต่ทางที่ดีควรดูว่าอาหารที่ให้นั้นขาดอะไรแล้วจึงให้จะดีกว่า

อาหารผสม
เมล็ดพืชผสมจะมีความหลากหลายของสารอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่จะให้แก่นก ซึ่งจะมีส่วนผสมของถั่ว ผักและผลไม้แห้ง ถ้าเราเลี้ยงด้วยอาหารผสม ควรเสริมด้วยผักและผลไม้ให้นกด้วย

ผัก
มีสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามิน แคลเซี่ยม และธาตุเหล็ก เช่น ผักกาด ผักขม แครอท ข้าวโพด แขวนผักไว้ในกรงจะช่วยกระตุ้นให้นกกิน ไม่ว่าจะใช้วิธีแขวนหรือวางไว้ ควรเลี่ยงตำแหน่งที่ขี้นกจะตกใส่ ควรเปลี่ยนผักใหม่ทุก 3-4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรีย

ผลไม้
แม้ว่าผักจะมีสารอาหารที่สำคัญสำหรับนก แต่การให้ผลไม้ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีความหลากหลาย หาได้ง่ายตามฤดูกาล ผลไม้ทั่วไปที่ให้นกได้แก่ กล้วย แอปเปิ้ล องุ่น มะม่วง แตงกวา ฯลฯ ไม่ว่าจะใช้วิธีแขวนหรือวางไว้ในภาชนะก็ควาเลี่ยงตำแหน่งที่ขี้นกจะตกใส่ ทั้งผลไม้และผักควรให้ในปริมาณที่พอดี เพราะถ้าให้มากไปอาจทำให้ท้องร่วงได้ อัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับผักและผลไม้คือ 75% และ 25% ตามลำดับ

วิตามินและแร่ธาตุ
การเสริมด้วยวิตามินและแร่ธาตุไม่ค่อยจำเป็นเท่าใดนัก ในกรณีที่คุณเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดหรืออาหารผสม ถ้าหากต้องการจะเสริมควรปรึกษาสัตวแพทย์ การเสริมควรเสริมในอาหารชนิดอ่อน ไม่ควรเสริมลงไปในน้ำกิน เพราะว่าเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีในน้ำ อาจเป็นอันตรายต่อตัวนกได้ แต่ถ้าจะใช้วิธีใส่วิตามินลบไปในน้ำ ก็ควรเปลี่ยนน้ำให้นกทุกวัน เพื่อป้อนกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย นกที่ชอบถอนขนตัวเองแสดงว่านกได้รับวิตามินไม่พอเพียง

ลิ้นทะเลและเกลือแร่
ควรจัดหาลิ้นทะเลหรือก้อนเกลือแร่ให้แก่นก โดยแขวนหรือวางไว้ในภาชนะก็ได้

น้ำ
น้ำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนก นอกจากจะใช้ดื่มแล้วยังใช้อาบด้วย ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนน้ำอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อแบคทีเรีย

Spray Millet
เป็นอาหารที่ดีสำหรับนกทุกพันธุ์รวมถึงนกป่าด้วย ในธรรมชาตินกจะเกาะแทะกินสเปรย์มิลเล็ท เมื่อเราใช้เลี้ยงนกจึงควรแขวนสเปรย์มิลเล็ทไว้กับกรง เพื่อกระตุ้นให้นกกิน สเปรย์มิลเล็ท ยังสามารถใช้ฝึกนกให้เชื่องได้อีกด้วย โดยการถือสเปรย์มิลเล็ทไว้ในมือให้นกกินทุกวัน ในตอนแรกเราไม่ควรเข้าไปใกล้มากนัก

การให้อาหาร
ควรให้เป็นเวลา อย่าให้พร่ำเพรื่อหรือหลายอย่างพร้อมกัน เพราะถ้านกกินอิ่มมากเกินไปจะทำให้ท้องเสีย ซึ่งจะเกิดโทษได้ ควรให้นกกินอาหารหลายชนิดจนเกิดความเคยชิน เพราะถ้าไม่มีกล้วย เราจะเอาถั่วลิสงหรือแม้แต่ไข่ต้มคลุกข้าว นกก็จะสามารถกินได้ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวควรให้กินพอประมาณ เพราะถ้าให้กินพร่ำเพรื่อจะทำให้นกท้องเสียได้

 

การให้น้ำ
น้ำสำหรับนกกรงหัวจุก ควรเป็นน้ำที่สะอาด เมื่อดูแล้วน้ำในถ้วยที่ให้นกกรงหัวจุกใกล้หมด ก็ต้องเติมน้ำให้ใหม่ เพราะนกกรงหัวจุกชอบร้องทั้งวัน ก็เหมือนคนที่พูดมากๆ ต้องหิวน้ำเป็นธรรมดา อย่าให้นกกรงหัวจุกขาดน้ำ ถ้านกขาดน้ำนกกรงหัวจุกจะมีลักษณะขนตั้งชัน และนกกรงหัวจุกก็จะตายได้ ปกตินกกรงหัวจุกจะขาดน้ำได้ประมาณ 2-3 วัน ดังนั้น ผู้เลี้ยงที่จะไปไหนหลายๆ วัน ต้องฝากให้คนอื่นช่วยดูแลให้

ที่มา :  คู่มือนกกรงหัวจุก โดย เอกชัย พฤกษ์อำไพ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปัตตานี
สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม 2546

 

 

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

ลักษณะของนกกรงหัวจุกที่ดี

ลักษณะของนกกรงหัวจุกที่ดี

นกกรงหัวจุกที่จะนำเข้าแข่งขันนั้นต้องเป็นนกกรงหัวจุกตัวผู้ เพราะนกกรงหัวจุกตัวเมียจะร้องไม่เป็นเพลง ซึ่งผู้เลี้ยงต้องดูลักษณะที่ดีของนกกรงหัวจุกโดยเฉพาะตัวผู้ โดยการสังเกตรูปร่างลักษณะที่ดีของนก ซึ่งโดยภาพรวมนกกรงหัวจุกที่ดีจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนปลีกล้วยขณะที่ปลียังเล็กอยู่ จุกบนหัวต้องแน่นและขนเต็ม ปลายจุกแหลมและโค้งงอไปทางปากเล็กน้อย ส่วนของหัวและใบหน้าจะใหญ่ ปากมีลักษณะใหญ่เป็นมันวาว และโค้งงอเล็กน้อย เชื่อกันว่าปากใหญ่เสียงร้องก็จะดี เป็นที่นิยมเล่นกว่านกกรงหัวจุกที่ปากเล็ก ดวงตากลมนูนใสสีดำ ขนแดง มีสีแดงสดใสนูนเป็นกระจุกขึ้นแน่นและเต็ม ขนแก้ม มีสีขาวสดใส ขนนูนเป็นกระจุกขึ้นแน่นและเต็ม คอต้องใหญ่ เพราะนกคอใหญ่จะมีเสียงใหญ่ ร้องเป็นเพลงได้นานและทนกว่านกคอเล็ก ขนที่คอด้านบนมีสีน้ำตาลและขนเรียบเป็นมัน ขนที่คอด้านล่างมีสีขาวสดใสและฟูเหมือนสำลี สร้อยคอ เป็นแถบสีดำพาดจากคอมาที่หน้าอกทั้ง2ข้าง โดยปลายสร้อยคอจะออกแหลม หน้าอกนกกรงหัวจุกตัวผู้จะต้องมีอกใหญ่ เชื่อกันว่านกที่มีหน้าอกใหญ่จะร้องได้นานและทน เพราะมีปอดใหญ่ ท้องของนกกรงหัวจุกจะต้องมีสีขาวปนน้ำตาลอ่อน ความยาวของปีกต้องสมส่วนกับลำตัวของนก นกกรงหัวจุกตัวผู้ที่หัวปีกจะมีสีแดงเรื่อทั้ง2ข้าง ขนปีกจะมีสีน้ำตาลและขนเรียบ ความยาวของหางต้องสมส่วนกับลำตัว โดยปกติจะมีหางสั้นกว่าลำตัว ขนใต้โคนหางมีสีแดงส้มขนาดใหญ่ และฟูปิดโดนหางด้านในมิดทั้งหมด จำนวนขนที่หางต้องมี12เส้น ขนหางจะเรียบและมีการซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ โดยมีขนหางสีน้ำตาลดำทั้งหางอยู่4เส้น และอีก8เส้น มีขนสีน้ำตาลดำ แต่ปลายหางเป็นสีขาวจำนวน8เส้น ปลายหางของนกกรงหัวจุกต้องไม่มีปลายหางแตก ความยาวของขาต้องสมส่วนกับลำตัวและส่วนอื่นๆ นิ้วเท้ามีข้างละ 4นิ้ว เป็นนิ้วด้านหน้า3นิ้ว นิ้วด้านหลัง1นิ้ว ในส่วนของขา นิ้วเท้า และเล็บมีสีน้ำตาลและเป็นมัน เล็บของนิ้วเท้าต้องโค้งงอและแหลม

ปากของนกทั้งด้านบนและด้านล่างควรจะใหญ่ ทำให้มีเสียงดังกังวานเวลาร้องต้องอ้าปากเต็มที่ ลำคอต้องใหญ่ เวลาเปล่งเสียงร้องออกมาเสียงนกก็จะใหญ่ หน้าอกต้องใหญ่ ซึ่งหมายถึงปอดของนกจะใหญ่ จะร้องได้ทนและนาน ขณะที่นกร้องขนที่หน้าคอต้องฟูเต็มที่ ขณะนกกรงหัวจุกร้อง หน้าจะต้องเชิด ให้สังเกตขาต้องเหยียด ตัวนกจะต้องตั้ง ปลายหางจะกระดกเข้าหาคอนเกาะ ดูแล้วมีท่าที ลีลา ที่สวยและสง่างาม น่ามอง การร้องของนกกรงหัวจุกต้องเปล่งเสียงร้องเต็มที่ เสียงเป็นเพลงเหมือนเสียงดนตรี แต่เป็นแบบเสียงของตัวนกเอง เสียงของนกที่ดี ควรจะเป็นเสียงใหญ่ ถัดมาก็เสียงกลางและเสียงเล็ก ซึ่งก็แล้วแต่ถิ่นกำเนิดของนก เพลงของนกกรงหัวจุก ต้องมีคำหรือพยางค์ตั้งแต่3คำขึ้นไปจนถึง7คำ ซึ่งนกที่ร้องเพลงได้3-5คำ เป็นนกแบบธรรมดา นกที่ร้องเพลงได้6-7คำ จะเป็นนกที่หายาก มีระยะจังหวะการร้องสม่ำเสมอและคำร้องแต่ละคำต้องชัดเจน ในภาพรวมการร้องของนกกรงหัวจุกคือ เมื่อมองนกกรงหัวจุกร้องเพลงแล้วจะมีลักษณะท่าที ลีลาสวยงามไปทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นปาก คอ อก หาง ขา หน้าตาก็สดชื่นแจ่มใส ดวงตาจะแจ่มใส ขาเหยียด ลำตัวนกตั้ง หน้าเชิด ขนอกฟู หางกระดก น้ำเสียงดังฟังชัดเป็นจังหวะจะโคนที่ดี สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ลักษณะดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกหลงใหลในเสน่ห์ จึงทำให้เกิดความรัก สนใจเลี้ยง เพื่อการประกวดประชันเสียงร้องเพลงว่า นกกรงหัวจุกของตนร้องเพลงได้ไพเราะน่าชื่นใจ ถ้าติดรางวัลด้วยแล้วยิ่งดีใจใหญ่
นอกจากนี้ยังเป็นการประกวดประชันหรือโชว์กรงด้วย ว่ารูปทรงของกรงนกที่นำมาเข้าประกวดสวยงามมีลวดลาย หรือมีรูปร่างที่แปลกตา และมีราคาแพง นกกรงหัวจุกที่มีสุขภาพดีก็จะร้องได้ทั้งวัน ยกเว้นนกที่ป่วย แต่จะร้องได้เป็นเพลงสั้นหรือยาวได้อย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน อาทิ การฝึกสอน และอารมณ์ของนก นกกรงหัวจุกตัวผู้จะร้องได้เป็นเพลงยาวๆ นกกรงหัวจุกตัวเมียจะร้องได้ไม่เป็นเพลง ร้องได้เป็นคำสั้นๆ ในเวลาที่นกกรงหัวจุกร้อง จะมีลักษณะดังนี้คือ ปากจะอ้าเต็มที่ ขนคอสีขาวจะพองออกมาดูสวยงาม ขาที่จับคอนเกาะจะเหยียด ลำตัวจะตั้ง หางจะสั่นและกระดกเข้าหาคอนที่เกาะ เหล่านี้เป็นต้น

ที่มา :  คู่มือนกกรงหัวจุก โดย เอกชัย พฤกษ์อำไพ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปัตตานี
สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม 2546

 

 

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

จุดประสงค์ของการเลี้ยงนกกรงหัวจุก (นกหัวจุก)

จุดประสงค์ของการเลี้ยงนกกรงหัวจุก (นกหัวจุก)

1. ทำให้ผุ้เลี้ยงมีใจรักสัตว์และรักธรรมชาติ
2. นกกรงหัวจุก ดูแล้วสวยงาม มีลักษณะท่าทาง ลีลา น้ำเสียง ทำให้ฟังแล้วเพลิดเพลิน เป็นการพักผ่อนและคลายเครียดอย่างหนึ่ง
3. ผู้เลี้ยงบางคนมีความเชื่อว่า เลี้ยงแล้วจะนำโชคลาภมาให้ ทำให้การทำมาหากินเกิดความคล่องตัวดี
4. เพื่อเลี้ยงและขายเป็นอาชีพ
5. ทำให้เกิดมีการประกวดแข่งขันประชันเสียง และเป็นประเพณี
6. ทำให้เกิดการรวมตัวเป็นชมรมในทุกระดับ
ความสุขของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน เพราะต่างจิตต่างใจกัน บ้างก็ว่าเลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา เวลาดุด่าเขาก็ไม่มีปากเสียง ส่วนคนที่ชอบเงียบๆ ก็อาจจะบอกว่าเลี้ยงปลาสวยงามสิมีความสุขดี เวลาปลาว่ายไปมาแลดูเพลิดเพลินดี ซึ่งต่างก็มีเหตุผลของตนเอง ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่หลงใหลในนกกรงหัวจุก ก็จะรักและชื่นชมในองค์ประกอบของนกกรงหัวจุก ซึ่งประกอบด้วย

- ความสวยสดงดงามในรูปร่าง สีสัน และลีลา เนื่องจากนกกรงหัวจุกเป็นนกที่มีขนาดเล็ก รูปร่างปราดเปรียว สีสันสวยสดงดงาม
– สำนวนเพลงร้อง ถ้าจะฟังกันอย่างพินิจพิเคราะห์ จะพบว่าแต่ละครั้งที่นกร้องออกมามักจะไม่ซ้ำกัน มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไป ทำให้ฟังแล้วไม่เบื่อ ยิ่งถ้าเลี้ยงนกในกรงที่ทำขึ้นอย่างมีศิลปะ แล้วนกกระโดดโลดเต้นไปตามลีลาที่เป็นธรรมชาติ ก็ยิ่งเพลิดเพลิน เป็นการสร้างความประทับใจและสบายใจให้กับเจ้าของนกเป็นอันมาก
– ได้พักผ่อนหย่อนใจ หลักจากตรากตรำทำงานกันทั้งวัน หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นโอกาสที่จะได้พบปะเพื่อนฝูงที่มีรสนิยมชอบในสิ่งเดียวกัน เป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ยิ่งถ้ามีการแข่งขันแล้วนกของเราได้รับรางวัลด้วย ก็จะทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ รวมทั้งผู้คนในครอบครัวด้วย เป็นโอกาสที่สมาชิกของครอบครัวนจะมีกิจกรรมร่วมกัน เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว ทำให้เด็กๆ ห่างไกลจากสิ่งเสพติด
– ช่วยกันอนุรักษ์นกกรงหัวจุก หากสามารถเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกได้สำเร็จ และทำการขยายพันธุ์ให้มากขึ้นก็จะเป็นการอนุรักษ์นกชนิดนี้ให้อยู่ต่อไปชั่วลูกหลาน อันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

ลักษณะภายนอกโดยทั่วไปของนกกรงหัวจุก (นกหัวจุก)

- บริเวณหัวมีขนยาวเป็นจุก ยาวรวบปลายแหลมชี้ขึ้นข้างบนหรือชี้ตรงไปข้างหน้าก็ได้
– ดวงตากลมใส
– ขนใต้ปากล่างตลอดลำตัวจนถึงหน้าท้องมีสีขาวนวล
– สีขนลำตัวด้านหลัง ปีกหาง มีสีน้ำตาลอ่อน (สีอิฐ) หรือสีดำ เป็นต้น
– มีขนหางรวม 12 ซี่ หรือน้อยกว่า (หางสีดำปลายขาว 8 ซี่ ดำตลอด 4 ซี่)
– ขนสีดำเป็นแถบกว้าง ทอดยาวลงมาจากด้านหลังของคอจนถึงหน้าอก เรียกว่า “หมึก” “สร้อยพระศอ” หรือ “สร้อยสังวาล”
– ขนสีแดงเป็นกระจุกใต้ตา เรียนกว่า “หูแดง”
– ขนสีแดงกระจุกใหญ่ปิดทับโคนหางด้านใน (บริเวณก้น) เรียกว่า “บัวแดง”

นกกรงหัวจุกตัวผู้

- ส่วนหัวและใบหน้าใหญ่ ขนคอขาวและฟูสวยงาม
– ฐานจุกใหญ่ รวมปลายแหลมชี้ขึ้นบนโค้งไปขางหน้าเล็กน้อย
– ดวงตากลมใสไม่หมอง
– นกที่เก่งแล้ว ขณะยืนร้องจะเหยียดขาจนสุดข้อเท้า ปลายหางสอดเข้าใต้ศอกที่เกาะ
– หมึกดำหรือสร้อยคำจะยาวกว่านกตัวเมีย บางตัวปลายหมึกทั้งสองข้างยาวเกือบติดกัน
– บัวแดงจะใหญ่ เต็ม สีแดงสด มองเห็นได้ชัดเจน
– ลีลากระโดดโลดเต้นสวยงาม ร้องเป็นเพลงยาวๆ มีจังหวะดี 5-7 พยางค์
– บริเวณหน้าอก หน้าท้อง มีขนอ่อนขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป ในตัวเมียไม่ค่อยมี
– ถ้าจับดูจะพบขนบริเวณหัวปีกทั้งสองข้างมีสีแดงเล็กน้อย ซึ่งตัวเมียจะไม่มี

 

 

 

 

 

 

นกกรงหัวจุกตัวเมีย

- หัวเล็ก หน้าเล็ก ขนคอจะเรียบ ไม่ฟู
– ฐานจุกเล็ก ไม่เต็ม จุกรวบขึ้นข้างบน มักจะชี้ตรงหรือชี้ไปข้างหลัง
– หมึกดำไม่ชัดเจน
– บัวแดงจะเล็ก ไม่ฟู ไม่เต็มโคนหาง
– ลีลาไม่คึกคักเหมือนนกตัวผุ้ มักจะร้อง 1-3 พยางค์ (บางตัวร้อง 3-5 พยางค์ แต่พบได้น้อยมาก) ปกติจะร้อง ฟิต-เฟี่ยว วิด-เวี่ยว)

นี่เป็นวิธีการดูนกตัวผุ้และนกตัวเมียจากลักษณะภายนอก ซึ่งเป็นความชำนาญเฉพาะบุคคล ผุ้ที่เลี้ยงนกนานๆ จะเก่งในเรื่องนี้ หากคุณให้ความสนใจและหมั่นศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างอยู่เสมอๆ ก็สามารถแยกแยะได้เองโดยไม่ยาก การดูลักษณะภายนอกของนกในช่วงวัยเจริญพันธุ์หรือนกหนุ่มจะทำได้ง่ายกว่าการดูนกในช่วงยังเป็นลูกนกหูดำหรือหูแดง

 

ที่มา :  คู่มือนกกรงหัวจุก โดย เอกชัย พฤกษ์อำไพ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปัตตานี
สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม 2546

 

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

ประเภทของนกที่จะนำมาเลี้ยง

ประเภทของนกที่จะนำมาเลี้ยง

 ลูกนกหูดำ
ปกติลูกนกที่มีอายุ 1-2 เดือน ขนที่หูหรือแก้มจะยังไม่เปลี่ยนเป็นสีแดง และยังร้องไม่เป็น จึงเรียกว่า ลูกนกหูดำ หรือลูกนกลูกใบ้ จะเป็นลูกนกที่ผู้นิยมเลี้ยงนำไปเลี้ยงในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงก่อนต้นฤดูฝน ในระยะหลัง ลูกนกลูกใบ้หรือนกหูดำจะมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อได้ลูกนกไปแล้วก็นำลูกนกไปฝึกหัดเอง

 

ข้อดี
1. ลูกนกที่นำมาเลี้ยงจะเข้ากับคนได้เป็นอย่างดี ไม่ตื่นกลัวเมื่อพบคนแปลกหน้า เป็นนกที่ค่อนข้าง  เชื่อง
2. ถ้าหากมีนกต้นแบบที่ร้องดีคอยฝึกหัดให้ลูกนกได้จดจำเพลงร้อง จนลูกนกสามารถเลียนแบบได้ ก็จะได้นกที่มีน้ำเสียงดี
3. นกจะมีขนสวยงาม เนื่องจากเราฝึกให้เขาอาบน้ำเป็นตั้งแต่เล็กๆ
4. ใช้เวลาเลี้ยงราว 1 ปี ก็จะได้นกหนุ่มที่สวยงาม และสามารถร้องให้ฟังได้แล้ว

ข้อเสีย
1. ลูกนกจะมีนิสัยขี้อ้อน แม้เมื่อโตขึ้นและพร้อมที่จะเข้าสนามซ้อม เพื่อแข่งขันก็มักแสดงอาการแบบลูกนกออกมาให้เห็นเสมอๆ โดยกระพือปีกเบาๆ และแลบลิ้นเพื่อขออาหาร
2. เมื่อโตขึ้นจะแสดงอาการคึกมากกว่าปกติ และมักแสดงนิสัยที่ไม่ดีออกมาให้เห็น เช่น จิกหาง จิกหา และจิกปีตัวเอง ทำให้ขนนกไม่สวยงาม
3. ถ้าเลี้ยงลูกนกหูดำโดยไม่มีนกต้นแบบหรือนกฝึกหัดที่ดี ลูกนกตัวนั้นก็จะร้องได้ไม่น่าฟัง แม้ปัจจุบันจะมีการขายเทปเสียงร้องของนกกรงหัวจุก แต่ผลที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเทปเพลงมักจะอัดจากสนามซ้อมหรือสนามแข่งขัน ซึ่งจะมีเพลงร้องทั้งที่ดีและไม่ดีปะปนกัน
4. มีความเสี่ยงในเรื่องรูปร่างหน้าตาของนก เนื่องจากขณะที่ยังเป็นลูกนก ลักษณะต่างๆ ที่ปรากฏยังไม่เต็มที่ เมื่อนกโตขึ้นจะผลัดขนไปทุกปี จนกระทั่งเป็นหนุ่ม เราจึงจะเห็นสภาพที่แท้จริงว่าสวยงามแค่ไหน บางตัวพอโตขึ้นหัวจุกตรงหรือโค้งไปข้างหลัง สร้อยหรือหมึกดำมีน้อยหางยาว ไม่สวยงาม และไม่เข้ารูปมมาตรฐาน

 

เลี้ยงนกป่า
วิธีนี้ชาวบ้านจะใช้เครื่องมือหลายอย่างในการดักจับนก เช่น
1. ใช้กรงหรือเพนียดต่อนก โดยใช้นกตัวผู้ที่ร้องมาก เรียกนกเก่ง กล่าวคือจะร้องสำนวนสั้นๆ เพื่อเชื้อเชิญให้นกป่าเข้ามาต่อสู้กัน ใส่ไว้ในกรง เมื่อนกป่าได้ยินเสียงร้องก็จะบินโฉบไปใกล้กรงต่อและร้องต่อสู้กัน โดยจะกระพือปีก กระโดดไปมา มีอาการร้องขู่ จนกระทั่งนกป่าเข้าโจมตีโดยการจิกนกในกรงต่อ ซึ่งก็จะถูกตาข่ายดีดลงมาทับตัวเอาไว้

ข้อดี
1. นกป่าที่ต่อมาได้จะเป็นนกหนุ่มที่ร้องเพลงเป็นแล้ว และสามารถดูออกว่ารูปร่างสวยงามหรือถูกต้องตามลักษณะแค่ไหน เพราะร้องและน้ำเสียงเป็นอย่างไร เพราะขณะที่นกลงมาต่อสู้กัน นกจะร้องปะทะคารมกันก่อน เมื่อจับมาแล้วก็นำไปเลี้ยงให้เชื่องได้เลย
2. นกที่โตในป่าจะมีจิตใจที่สู้เต็มร้อย จึงกล้าลงต่อสู้กับนกในกรงต่อได้ เนื่องจากนกที่โตในป่ามักจะแสดงตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ ดังนั้น เมื่อนกตัวอื่นพลัดหลงเข้าไปก็จะโดนไล่จิกตี จึงมีความลำพองว่าตัวเองเก่ง เมื่อเรานำมาเลี้ยงไว้จนเชื่อง จึงมีสัญชาตญาณใจสู้เหมือนเดิม และสามารถลงแข่งขันได้

ข้อเสีย
1. นกที่ได้มาจากป่าจะมีสัญชาตญาณการอยู่ในป่า หากินในที่กว้าง เมื่อเราจับมาเลี้ยงในที่จำกัด นกจะตื่นกลัวและพยายามบินหนีตลอดเวลา อาจทำให้
1.1 เวลาที่คนเข้าไปใกล้ๆ นกจะบินชนซี่กรง ทำให้จมูกเลือดออกหายยาก เพราะนกจะบินชนตลอดเวลา
1.2 นกบางตัวเมื่ออยู่ในที่แคบๆ จะตกใจกลัว และพยายามหนีสุดชีวิต จนเป็นเหตุให้บิดคอหรือตีลังกาจนติดเป็นนิสัย ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่ดี ไม่นิยมกัน
1.3 ถ้าคิดจะเลี้ยงนกประเภทนี้ไว้แข่ง และเจ้าของไม่ได้เอาใจใส่ดูแลอย่างดีและสม่ำเสมอ อาจต้องใช้เวลา 2-3 ปี หรือมากกว่า ทำให้เสียเวลามาก ปัจจุบันนกประเภทนี้หาซื้อได้ยาก เพราะในธรรมชาติเหลืออยู่น้อยมาก

 

 

2. ใช้ตาข่ายหรือลอบจับนกป่าเป็นฝูง
วิธีการนี้เป็นการจับนกป่าที่ทำให้ปริมาณนกลดลงไปอย่างรวดเร็ว และเป็นวิธีที่ห้ามและมีการจับกุมคนจับ จึงไม่สนับสนุนให้ทำ

เลี้ยงนกที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว
เป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดี เนื่องจากผู้เลี้ยงสามารถเลือกนกได้ตามใจชอบและตามหลักการที่กำหนด เพราะนกเหล่านี้จะสู้และแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นเต็มที่ ทำให้รู้ว่ามีใจสุ้แค่ไหน สำนวนดีหรือไม่ น้ำเสียงเป็นอย่างไร รูปร่างหน้าตาได้มาตรฐานแค่ไหน แล้วยังเห็นลีลาที่ดีและข้อเสียที่นกแสดงออกมา เช่น กระโดดไปร้องไป วิ่งเกาะถ้วย หรือบิดคอ เราก็สามารถตัดสินใจได้เลย วิธีนี้เรามักจะนำนกที่สู้แล้วไปเทียบเคียง คือเอาไปแขวนให้กรงห่างกันประมาณ1 เมตร นกก็จะต่อสู้และร้องประชันกัน

ข้อดี
1. สามารถคัดเลือกได้เต็มที่ เพราะเราสามารถเห็นลักษณะการแสดงออกของนกได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
2. ได้นกที่คุ้นเคยกับคน ไม่ตกใจบง่าย ใช้เวลาเลี้ยงและฟิตไม่นานก็เข้าสนามแข่งได้เลย

ข้อเสีย คือราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากผู้ขายเลี้ยงมาจนเชื่องแล้ว

ที่มา :  คู่มือนกกรงหัวจุก โดย เอกชัย พฤกษ์อำไพ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปัตตานี
สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม 2546

 

Categories: นกกรงหัวจุก | ใส่ความเห็น

Create a free website or blog at WordPress.com. The Adventure Journal Theme.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.